วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Drive to Ride แปดริ้ว Street Tour (15 กม.)

เวลาจะไปเที่ยวไหน เราก็จะมุ่งไปที่นั่น ไปถึงแล้วก็กลับ แต่ทริปนี้ไม่ใช่ เป็นการปั่นไปเรื่อยๆบนถนน เจออะไรน่าสนใจก็แวะ อยากเข้าซอยไหนเข้า เอาสถานที่สวยๆเป็นจุดเช็กอิน เน้นเที่ยวมากกว่าเน้นระยะทางปั่น เลยเป็นการเอาจักรยานใส่รถยนต์ไปจอดใกล้ๆ ถ้าจะขับรถเที่ยวระยะทางแค่นี้ขับๆจอดๆ หาที่จอดกันวุ่นวาย เดี๋ยวะจอทางวันเวย์ จะซอกแซกซอยเล็กก็ลำบาก และอีกปัญหาอีกอย่างของการขับรถเที่ยวคือเราอยู่ในแอร์มาตลอด พอถึงที่หมายสิ่งแรกที่เรารู้สึกคือ "ร้อนจัง" มันบั่นทอนความสวยงามของที่ที่เราจะเที่นว จะเดินเที่ยวมันก็ไกลไป คงต้องใช้เวลาทั้งวัน ปั่นจักรยานนี่แหละเหมาะที่สุด ปั่นบนถนนเราต้องร้อนอยู่แล้ว แต่แค่เจอเงาไม้เราก็เย็นแล้ว ไปถึงที่หมายเราจะได้โฟกัสกับความสวยงาม ไม่ต้องมาอารมณ์เสียกับอากาศ

วัดโสธรเคยมาหลายรอบ ปั่นมาจากกรุงเทพมันก็เหนื่อยเกินไปที่จะแวะดูโน่นโดูนี่ ทริปนี้เลยปั่นช้าๆดูสองข้างทางชัดๆ ดูซิว่าเมืองแปดริ้วจะมีอะไรบ้าง เส้นทางตามแผนที่ https://goo.gl/maps/hTf6m3uCQQ72 ระยะทางรวมปั่นแวะโน่นแวะนี่วนไปมาไม่ถึง 15 กม.

เริ่มต้นก็เอาจักรยานใส่รถขับมาจากบ้าน มุ่งหน้าตลาดบ้านใหม่ 100 ปี ใกล้ๆตลาดจะมีที่จอดรถฟรีใต้สะพานที่ทางเทศบาลเตรียมไว้ให้ หาที่ร่มๆจอดได้เลย เช้าๆที่จอดว่าง แล้วก็เอาจักรยานลงมาเตรียมไว้ให้พร้อม เราจะเริ่มปั่นจากที่นี่ไปวนในเมืองจนถึงวัดโสธรแล้ววนกลับมาหาอะไรกินในตลาดบ้านใหม่ตอนเที่ยงพอดี


เลี้ยวซ้ายออกมาปุ๊บเจอศาลเจ้าจีนที่มีชื่อไทยๆว่าวัดอุทัยภาติการาม สิ่งก่อสร้างแบบนี้แถวบ้านไม่มี แวะเข้าไปชมสักหน่อย

หน้าวัดจะมีคนคอยบริการนักท่องเที่ยวบอกว่าเข้าไปข้างในได้ โดยมีรายได้จากการขายธูปเทียน

ข้างในก็มีทั้งพระจีนพระไทย แล้วแต่ศรัทธา

ออกจากศาลเจ้าแรกก็มาเจออีกศาลเจ้า เป็นศาลเจ้าแม่กวนอิมลอยน้ำ ตามประวัติที่เขียนไว้บนฝาผนังบอกว่ามีคนแจ้งความว่าเจอศพผู้หญิงลอยน้ำ แต่พอตำรวจไปดูกลับเป็นรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมที่หนัก 40 กก.แต่ไม่จม

เข้าซอยตรงข้ามศาลเจ้า ปกติจะเลี้ยวขวาเข้าเมืองไปวัดโสธร วันนี้เลยเลี้ยวซ้าย^^ เจอโบสถ์คริสต์ในโรงเรียน เอ้า ไทย จีน ฝรั่ง มีครบ ข้างโรงเรียนมีชาพยอมหอมกรุ่น แก้วละ 25 บาท เอาไว้เป็นเชื้อเพลิงในการปั่น^^

เลยร้านชาก็เจอกำแพงกับดอกไม้สวยๆใช้เป็นฉากถ่ายรูปได้ฟรีๆ เห็นไหม นี่ถ้าขับรถมาจะมีใครคิดจะจอดรถลงมาถ่ายรูปไหม

ตามทางไปเรื่อยๆจะไปสุดปลายแหลมที่วัดแหลมใต้ โด่งดังเรื่องมวยไทย ไม่มีทางให้เลียบไม่น้ำไปต่อ เลยต้องย้อนกลับทางเดิม เริ่มตรงซอยตรงข้ามเจ้าแม่กวนอิมลอยน้ำอีกครั้ง

ข้ามสะพานมาเจอบ้านริมน้ำสวยดี ดูสงบ ร่มเย็น

มีคนเข็นรถขายของขึ้นสะพานมา ยังไม่ทันลงสะพานก็มีมอเตอร์ไซค์มาโบกขอซื้อ 

ข้างสะพานเป็นอาคารตลาดเก่าๆที่ออกแบบไว้สวยมาก ทางเข้าโค้งๆ กระจกสี มีช่องระบายอากาศอย่างดี 

ข้างในก็เป็นตลาดที่ขายของกิน สมัยก่อนน่าจะคึกคักเพราะอยู่ริมแม่น้ำ 

ของเล่นเด็กแนววินเทจจะเห็นได้หลายร้านในฉะเชิงเทรา ช่วงนี้คนกำลังโหยหายุค 90 กันอยู่ด้วย เหมาะที่จะมาเที่ยวแถวนี้

ที่เห็นจากบนสะพานนึกว่าเป็นบ้านคนนั้น พอมาดูใกล้ๆถึงได้รู้ว่าเป็นร้านอาหาร บรรยากาศดีมาก

วิวริมคลอง ตรงหน้าร้าน เห็นบรรยากาศบ้านชาวบ้านริมน้ำ

เจออะไรเก่าๆต้องถ่าย นี่ร้านก๋วยเตี๋ยวหมู หน้าทางเจ้าร้านบ้านไม้ริมน้ำ

นี่บรรยากาศในร้านบ้านไม้ริมน้ำ

หลังร้านอาหารบ้านไม้ริมน้ำ วิวสวยเลย มีซอยแคบๆให้เข้า

ก็จะไปเจอศาลเจ้าแม่กวนอิมเล็กๆอีกแห่งอยู่ริมน้ำ

ปั่นออกมาจะผ่านย่านการค้าเก่า ร้านค้าเก่าๆเพียบ ป้ายร้านแต่ละร้านนี่คลาสสิคมาก ดูวิวสองข้างทางไปเรื่อย เจออะไรสวยๆก็ถ่าย

แล้วจะไปทะบุตรงศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา อาคารสวยงาม สีเหลืองส้มอร่าม คลาสสิคจริงๆ แต่ปิด เข้าไม่ได้ 

แน่นอนเราไม่ได้สวยงามแค่สิ่งก่อสร้าง วิถีชีวิตผู้คนก็น่าสนใจไม่น้อย

ทุกจังหวัดต้องมีหอนาฬิกา ควรค่าแก่การถ่ายไว้ เพราะไม่เหมือนกันสักจังหวัด

ถัดจากศาลจังหวัดมา ฝั่งขวาจะผ่านสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ อาคารทรงเก่าปรับปรุงใหม่ทาสีเหลืองๆสวยงามมาก ฝั่งซ้ายจะเป็นแม่น้ำบางปะกง

ปั่นลอดใต้สะพานก็อย่าได้พลาดกับวิวช่องสี่เหลี่ยมซ้อนๆกันหลายชั้น (ปรับค่า f ในกล้องสูงๆหน่อย จะได้เห็นฉากหลังชัดๆ อันนี้ f ต่ำไป ฉากหลังเลยเบลอ)

ริมถนนฝั่งซ้ายจะเป็นสวนสาธารณะเลียบแม่น้ำบางปะกง สวยงามทีเดียว มีต้อนไม้ให้หลบร้อนเป็นระยะ

ฝั่ง ชายน้ำ บางปะกง ยามแสงอาทิตย์อัสดง ใกล้จะค่ำลง แล้วหนา
แต่บางปะกงนั้นยังคงสวยงามตา คราใกล้สนธยา ยิ่งพาให้เราสุขสันต์
นึกถึงเพลงนี้ทุกทีที่เห็นแม่น้ำบางปะกง

ฝั่งตรงข้ามมีศาลเจ้าข้างศาลหลักเมือง แวะเข้าไปดูอีกแล้ว^^

ศาลหลักเมือง ทุกเมืองก็ต้องมี

ของจังหวัดนี้มีไก่เต็มเลย

เห็นคอไก่โผล่จากน้ำแบบนี้นึกถึงล็อกเนส สัตว์ประหลาดแห่งเดดซี 

มีคนมาไหว้เรื่อยๆ 

ถัดมาก็จะผ่านกำแพงเมืองเก่าหน้าเรือนจำ ตรงข้ามเรือนจำจะมีห้องน้ำ(ถามรปภ.ดูได้ เราเป็นนักท่องเที่ยว อย่ากลัวที่จะถ่ามอะไรใคร) เผื่อใครอยากเข้าไปปลดทุกข์หรือล้างๆหน้าล้างตาถ้าแดดร้อนเกินไป

เลยกำแพงเมืองเก่าเจอร้านกาแฟตรงมุมถนน บรรยากาศชิลๆ ช่างคอนทราสต์กับความยุ่งเหยิงของสายโทรศัพท์ด้านบน^^

ปั่นต่อไปอีกนิดก็ถึงวันโสธร เข้ามาในวัดนี้มีแต่คนบ่นร้อน อาจจะเป็นคนบาปที่เข้าวัดแล้วจะร้อน^^ หรือไม่ก็เพราะต้นไม้ในวัดมีน้อยมาก มีแต่ต้นไม้เล็กๆ แดดเปรี้ยงๆ

เป็นวัดหินอ่อนสีขาว ดูใหม่ไป ไม่ขลัง

ข้างหน้าคนเยอะ เราเข้าข้างหลัง ติดแม่น้ำบางปะกง แน่นอนว่ามีคนขายปลาให้เราเอาไปปล่อยเอาบุญ แล้วเขาก็จับมาขายเราใหม่

พยายามจะเก็บยอดวัดให้หมด แต่ได้แค่นี้ วันหลังต้องเอาเลนส์ wide มา

ซื้อของฝากต้องมีอยู่ในโปรแกรมทัวร์ ออกจากวัดปั่นไปซื้อชิฟฟ่อนเจ้าดังปูกะเอ จัดไป 3 กล่อง 286 บาท กล่องละ 10 ชิ้น เอาไปขายชิ้นละ 12 กำไร 74 บาท^^ อร่อยจริงๆ ขอบอก!
ปั่นกลับแดดร้อน เข้าไปพักในสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ รถไอติมเข็นมาพอดี ใส่ขนมปัง 10 บาท

เดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึงแปดริ้ว ถ่ายกับป้ายสักหน่อย ขามาเห็นสถานีรถไฟแปดริ้วแว๊บๆ เป็นสถานีเล็กๆ มีแต่ศาลา

เที่ยงพอดี ได้เวลาอาหาร แม้จะซื้อโน่นนี่ตามข้างถนนกินมาตลอดทางก็ตาม^^ มาแปดริ้วต้องกินปลาช่อน ทำไมเหรอ? ก็เพราะชื่อแปดริ้วมาจากปลาช่อนตัวเบ้อเริ่มที่เอาไปตากแห้งแล้วแตกเป็นริ้วๆถึง 8 ริ้ว

กลับมาถึงตลาดบ้านใหม่ก็เดินเที่ยวในตลาด

ไม่เฉพาะช่วงนี้ที่ยุค 90 กำลังฮิต ที่นี่ขายของเล่นยุค 90 มาแต่ไหนแต่ไรเล้ว เหมือนหยุดเวลาไว้แค่นี้

วันนี้คนไม่เยอะเท่าไหร่เนื่องจากฝนตก

วันนี้ซัดชาเย็นไป 2 แก้ว 

บรรยากาศในตลาด วินเทจสุดๆ มีดีเจคอยพูดเสียงตามสายด้วย

เป็นตลาดที่อยู่ติดแม่น้ำบางปะกง น้ำคงขึ้นๆลงๆ ใจอนงค์ก็คงเลอะเลือนกะล่อน 

ของกินในตลาดก็มีให้เลือกเพียบ โดยเฉพาะขนมโบราณ

ในตลาดก็มีศาลเจ้า เรียกได้ว่าที่นี่มีครบทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม (มีมัสยิดกลางอยู่ด้วย แต่ทริปนี้ไม่ได้แวะ)

เป็นจุดพักกลางตลาด มีปล่อยปลาปล่อยเต่า ปล่อยปลาไหล

ป้ายตลาดบ้านใหม่มีหลายแห่งมาก ไม่ต้องไปแย่งถ่ายกันข้างหน้า^^


เอาล่ะ วนรอบตลาดแล้ว ซื้อของเต็มไม้เต็มมือ ก็ปั่นไปขึ้นรถกลับบ้านเป็นอันจบทริป ใช้เวลาตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงประมาณ 3-4 ชั่วโมง ได้เจออะไรที่ไม่เคยเจอเพียบ ปั่นไปช้าๆ มีเวลามองอะไรนานขึ้น เห็นรายละเอียดเยอะขึ้น และยังมีเวลาทักทายกับคนที่เจอระหว่างทาง นี่แหละข้อดีของการเที่ยวด้วยจักรยาน

วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2559

พระราชวังบ้านปืน ขึ้นเขาวัง ชมเมืองเพชรบุรี (12 กม.)

ทริปนี้เป็น Drive to Ride คือเอาจักรยานใส่รถยนต์มาจอดแล้วปั่นเที่ยว จอดรถที่ลานจอดรถหน้าพระราชวังบ้านปืน(พระรามราชนิเวศน์) วังของร.5 เป็นสถาปัตยกรรมตะวันตกแบบบาโร้กและอาร์ตนูโว ใช้ประทับแรมในฤดูฝน ปั่นวนรอบวังหามุมถ่ายสวยๆ แน่นอนว่ารถยนต์ทำแบบนี้ไม่ได้ ที่ไหนห้ามรถยนต์เข้า จักรยานเข้าได้
พระราชวังบ้านปืน
มาเช้าๆนี่บรรยากาศดีมาก

เข้าไปชมข้างในวังก่อนได้ เขามีเจ้าหน้าที่บรรยายความรู้น่าสนใจมากมาย แต่...ห้ามถ่ายรูป! (น่าเบื่อมากกับสถานที่ท่องเที่ยวที่ห้ามถ่ายรูป -_-')

วัดมหาธาตุ
ด้านข้างวัดมหาธาตุ

เสร็จแล้วก็ปั่นเข้าเมืองไปวัดมหาธาตุ วัดเก่าแก่ที่สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยทรวารวดี-สุโขทัย อายุราว 800-1,000 ปี! เก่าแก่ที่สุดในเมืองเพชรบุรี เป็นแลนด์มาร์กที่ต้องมาเช็กอินให้ได้
นอกจากพระปรางค์ 5 ยอดที่มองเห็นแต่ไกลแล้ว ภายในมีศิลปะปูนปั้นสวยงามเป็นรูปจรเข้ผสมมังกรผสมพญานาค! หาดูที่ไหนไม่ได้
วัดแก่นเหล็ก อยู่หลังวัดมหาธาตุ เข้าซอยข้างๆวัดพลับพลาชัย
รอบๆวัดมหาธาตุยังมีอีกหลายวัดที่น่าสนใจ เช่น วัดแก่นเหล็ก วัดพลับพลาชัย วัดพระคันธารราฐ
และที่พลาดไม่ได้คือหลังวัดพระคันธารราฐ ตรงกำแพงวัดมี street art สวยมากแบบนี้อยู่


เสร็จแล้วเข้าซอยหน้าวัดมหาธาตุเลี้ยวขวาไปวัดเกาะ วัดค่อนข้างดัง มีป้ายบอกทางอยู่ อยู่บนเกาะแม่น้ำล้อมรอบ รูปทรงภายนอกว่าสวยแล้ว ข้างในโบสถ์ยังมีจิตรกรรมฝาผนังที่สวยมากกว่า


ทีนี้ออกจากวัดเกาะก็ปั่นยาวๆไปเขาวัง(พระนครคีรี) ออกจากวัดเกาะวนซ้าย ข้ามสะพานแล้ววนขวา ซ้าย-ขวาอีกที มองสูงๆไว้ จะเห็นเขาวัง ปั่นตามไป ตีนเขาวังมีร้านอาหารอร่อยๆอยู่ ตลอดจนร้านขายของฝาก ร้านกาแฟ ห้องน้ำฟรี ฝากจักรยานไว้กับเจ้าหน้าที่ที่เราซื้อบัตรขึ้นเคเบิ้ลคาร์ นั่งเคเบิ้ลคาร์ขึ้นไปชมวิวด้านบนก่อน ไม่ถึง 5 นาทีก็ถึง สวยงามคุ้มค่ากับความร้อนแน่นอน เป็นวังของร.5 เช่นกัน ใช้ประทับในฤดูร้อน ยอดเขาสูง 92 เมตร ที่เราขึ้นมาจากเคเบิ่ลคาร์เป็นพระราชวังพระนครคีรี ถัดไปบนยอดเขาลูกกลางเป็นที่ตั้งของพระธาตุจอมเพชร ส่วนอีกยอดเขาเป็นวัดพระแก้ว ใครขับรถลงใต้ ไปหัวหินชะอำต้องเคยเห็นแน่นอน อยู่ที่ว่าจะแวะหรือเปล่า
ระหว่างพระราชวังพระนครคีรี-พระธาติจอมเพชร-วัดพระแก้ว สามารถเดินถึงกันได้


เสร็จแล้วก็ปั่นกลับไปขึ้นรถที่พระราชวังบ้านปืน ใช้ทางขนานถนนใหญ่ ตรงๆ เลี้ยวซ้ายเข้าซอยทีเดียวก็ถึงพระราชวังบ้านปืนเลย ทริปนี้ระยะทางไม่เยอะ รวมปั่นวนไปวนมาแล้วราวๆ 12-15 กม. แต่มีอะไรให้เที่ยวเยอะมาก

แผนที่ขาไป พระราชวังบ้านปืน-วัดมหาธาตุ-วัดเกาะ-เขาวัง (7 กม.)
https://goo.gl/maps/VLBm2PzWzas

แผนที่ขากลับ เขาวัง-พระราชวังบ้านปืน (3.5 กม.)
https://goo.gl/maps/7qhZK567UMB2

เส้นทาง endomomdo
https://www.endomondo.com/users/1893778/workouts/697599918


วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2559

เทคนิคการถ่ายรูปงานปั่นจักรยาน

1. หา Background สวยๆ ไม่ใช่ว่าอยากจอดถ่ายตรงไหนก็จอด ต้องดูว่าแถวนั้นมีอะไรสวย ต้นไม้ทรงสวยๆ ทุ่งนากว้างใหญ่ ภูเขา ทะเล หรือมีสิ่งก่อสร้างอะไรน่าสนใจ ถ้าเป็นเส้นทางที่เราคุ้นเคยเราก็จะรู้อยู่แล้วว่าตรงไหนสวย ถ้าให้ดีก็ต้องเป็นฉากหลังที่ดูปั๊บก็รู้ว่าไปปั่นที่ไหนมา ทำให้ภาพมีเรื่องราว และอย่าถ่ายคู่กับสิ่งที่ไม่สวยงามเช่นถังขยะ


2. อย่าย้อนแสง หน้านักปั่นจะมืด แม้ส่วนใหญ่จะปิดหน้าปิดตามิดก็เถอะ^^ ทั้งตัวคน จักรยาน มันจะมืด สีไม่สวย งานจักรยานปกติปล่อยตัวตอนเช้า ดวงอาทิตย์จะอยู่ด้านข้าง ไม่ใช่ด้านบน เวลาถ่าย เราต้องหันหลังให้ดวงอาทิตย์ ให้แดดส่องไปที่ตัวแบบ

3. ใช้ F กว้างที่สุด ปรับ speed shutter สูงสุดที่ทำให้ภาพไม่มืด ตั้งโหมด M ปรับ F ให้น้อยสุดเท่าที่เลนส์ทำได้ เช่น 1.8 แล้วลองเลื่อน Speed Shutter ไปเยอะสุดที่ภาพไม่มืดไป สัก 3200 ยิ่งเยอะ ภาพจะไม่เบลอ แต่ถ้าปล่อยตัวตอนเช้ามืด ยังมืดอยู่ หรือถ่ายในร่ม ต้องยอมปรับ speed shutter ลดลงมาเหลือหลักร้อย พยายามถือกล้องให้นิ่งเอา แต่ถ้าถ่ายกลางแดดเปรี้ยง ก็ตั้งหลักพันไปได้เลย

4. แพนกล้องตามวัตถุ จิ้มโฟกัสไปที่ตัวคนก่อนที่จะแพนกล้องตามทิศทางที่เขาปั่นแล้วกดชัตเตอร์ถ่าย แต่ถ้าแพนตามนานมาก เดี๋ยวจะหลุดโฟกัส จะช่วยให้ดูเหมือนกำลังปั่นด้วยความเร็ว

5. Portrait มากกว่า Landscape ส่วนใหญ่เวลาจบงาน นักปั่นมักจะมาหารูปตัวเอง มากกว่าจะมาดูรูปวิวสวยๆ เราเลยต้องเน้นถ่ายคนให้ชัดๆเด่นๆก่อน มากกว่าการเน้นวิว เห็นคนตัวเล็กนิดเดียว

6. ใช้ความละเอียดสูง เพื่อบางทีเราต้อง crop รูป เพื่อให้ได้ตำแหน่งถูกต้องตามทฤษฎีจุดตัด 9 ช่อง เพราะเราถ่ายคนกำลังปั่นจักรยาน เราไปกำหนดเขายากว่าต้องปั่นมาหยุดตรงนี้นะจึงจะสวย หรือบางท่านใช้เลนส์ที่ซูมไม่ได้ ยิ่งกำหนดยาก เพราะเราไม่รู้ว่าจุดที่เราจะจอดถ่ายแต่ละจุด อยู่ใกล้ไกลกับตัวแบบมากน้อยแค่ไหน

7.ถ่ายเป็น JPG ไม่ใช่ RAW เพราะว่า RAW ไฟล์มันใหญ่มาก กว่ามันจะบันทึกลง memory card เรามันใช้เวลานาน บางทีขบวนจักรยานผ่านมาแว๊บเดียว 20-30 คัน เราถ่ายทันกี่รูป? มันต้องกดรัวๆ กล้องต้องใช้เวลาในการบันทึกข้อมูล ยกเว้นว่ากล้องคุณเทพมากในการบันทึกข้อมูล หรือ card คุณไวมาก

8. ศึกษาเส้นทาง นอกจากจะหาว่าจุดไหนถ่ายสวยแล้ว ถ้าเราเป็นประเภทปั่นไปถ่ายไป บางทีเส้นทางมันไกลเกินที่เราจะดักรอถ่ายจนถึงคนสุดท้าย แล้วปั่นแซงไปดักถ่ายข้างหน้าได้ บางทีก็ต้องหาทางลัดปั่นไปดักรอข้างหน้า

9.จำนวนนักปั่น เราควรจะรู้ว่าทั้งทริปมีนักปั่นกี่คน เพื่อจะได้ถ่ายให้ครบตามต้องการ


วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เยือนปากน้ำโพ นครสวรรค์ ปีนทางชันชมวิวบนเขากบ (18 กม.)

ปิง วัง ยม น่าน มาบรรจบกันที่ปากน้ำโพ กลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา คงเคยได้ยินกันมาตั้งแต่ในชั้นเรียนสมัยเด็ก จริงๆแล้วปิงกับวังรวมกันก่อนเหลือแต่ปิง และยมกับน่านก็รวมกันก่อนเหลือแต่น่าน แล้วปิงกับน่านมารวมกันที่ปากน้ำโพกลายเป็นเจ้าพระยา ดูจากแผนที่แล้วตัวเมืองนครสวรรค์มีแม่น้ำล้อมอยู่ครึ่งรอบ มีถนนใหญ่ผ่ากลาง และมีถนนเล็กเลียบแม่น้ำตลอด เลยเลือกโรงแรมที่เหมาะกับเส้นทางที่จะปั่นเลียบแม่น้ำ อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือท่าจะดี ออกแบบทริปให้เริ่มจากด้านบน บนขวาตามแม่น้ำปิงลงมาถึงปากน้ำโพ

ขับรถมาถึงนครสวรรค์ไม่ไกลอย่างที่คิด ขับเรื่อยๆจากกรุงเทพไม่เกิน 3 ชั่วโมงถึง ก่อนข้ามสะพานเดชาติวงศ์ก็เลี้ยวขวาไปบึงบรเพ็ดก่อน มีร้านอาหารมากมายเรียงรายอยู่ริมบึง จากที่จินตนาการไว้ว่าเป็นบึงน้ำขนาดใหญ่ มีดอกบัว มีจรเข้! แต่บึงบรเพ็ดทุกวันนี้แทบจะเอารถลงไปวิ่งได้ มีน้ำแค่เป็นเหมือนลำคลองล้อมรอบเท่านั้น ตรงกลางเป็นพื้นดิน พงหญ้า ป่าขนาดย่อม (หรือเราอาจจะไปในช่วงหน้าแล้ง หน้าฝนน้ำอาจจะเต็มก็เป็นได้) มีสวนดอกไม้ มีสวนจัดแสดง เหมือนสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป กะว่ามาถึงประมาณเที่ยงๆ จะได้กินข้าวเที่ยงที่นี่พอดี

แผนที่ https://goo.gl/maps/VmFni3pTAcs

อิ่มหนำสำราญแล้วก็เข้าเมือง ข้ามสะพานเดชาติวงศ์ อันเก่าแก่จะอยู่ตรงกลาง โดนสร้างสะพานใหม่ขนาดข้างรองรับปริมาณการจราจร ตรงไปเก็บของที่โรงแรมก่อน รอแดดร่มลมตกสักนิดค่อยเอาจักรยานออกไปปั่นกัน ทริปน้ำเราจะวนขวาเลียบแม่น้ำตามถนนโกสีย์ โดยมีเขากบเป็นจุดศูนย์กลาง เป็นถนนเล็กๆ 2 เลนสวน ไม่ต้องข้ามถนนใหญ่เพราะมีสะพานลอด บรรยากาศร่มรื่นดี มีวัดเรียงรายอยู่มากมาย วัดไทรเหนือ วัดไทยใต้ ส่วนใหญ่แถบนี้จะเป็นบ้านเรือนพักอาศัย ด้านหน้าติดแม่น้ำ ด้านหลังติดภูเขา ฮวงจุ้ยดีทีเดียว

 วนไปได้ครึ่งรอบ จนถึงซอยโกสีย์ 36 ทางขวามือ ตรงเข้าซอยไปจะผ่านเทศบาลนครสวรรค์ ซึ่งจะทางขึ้นเขากบ ดูแล้วไม่ชันและไม่ไกลมาก ขึ้นไปชมวิวซะหน่อยดีกว่า ถ้าใครไม่อยากปั่นขึ้น มีบันได้ให้เดินด้วยนะ บันไดสวยมาก ถ้าปั่นขึ้นมาก็จะเจอขาประจำเจ้าถิ่น ทั้งนักวิ่ง นักปั่น สวนลงมาหรือปั่นแซงไปหลายคัน เส้นทางเลาะตามไหล่เขาวกไปวนมาเลยไม่ชันมาก ล้อเล็กไม่มีเกียร์ก็ปั่นขึ้นได้สบายๆ เจอจุดไหนวิวสวยก็จอดถ่ายรูปพร้อมพักขาไปในตัว ขึ้นได้จนถึงยอดเลย

บนยอดเป็นที่ตั้งของวัดคีรีวงศ์ หรือวัดเขากบนี่แหละ วิวสวยมาก มองเห็นเมืองนครวรรค์ทั้งเมือง ยาวไปถึงบึงบรเพ็ด ใครมานครสวรรค์แล้วไม่ขึ้นมาบนนี้ ถือว่าพลาด!

ขาลงเขาจะมีให้ลงอีกทางเพราะด้านบนๆทางมันแคบและชัน รถยนต์สวนกันลำบาก แล้วไปบรรจบทางเดิมตรงกลางๆเขา หรือใครจะแบกจักรยานลงบันไดก็ไม่ได้หนักหนาอะไร ลองมาแล้ว^^

ไปเข้าซอยโกสีย์ 36 เหมือนเดิมออกถนนโกสีย์เลี้ยวขวาไปตามเส้นทางเลียบแม่น้ำเหมือนเดิม จะเจอสะพานข้ามแม่น้ำปิงทางซ้ายมือ ให้เลยสะพานไปนิดแล้วเลาะเข้าข้างๆตีนสะพาน จะมีถนนที่ติดแม่น้ำเลย ซึ่งเป็นที่ตั้งของตลาดโต้รุ่ง ของกินเพียบ! เป็นร้านรถเข็น มีโต๊ะมีที่นั่ง กินข้าวเย็นกันที่นี่แหละ

ทะลุโซนของกินก็จะเป็นโซนตลาดนัด ให้ได้ช็อปปิ้งกัน ทางด้านแม่น้ำก็เป็นช่วงปากน้ำโพที่เรียกว่าต้นแม่น้ำเจ้าพระยา ต้นกำเนิดของแม่น้ำเจ้าพระยาพอดี ถ้ามากันในช่วงตรุษจีนก็จะมีงานตรุษจีนจัดที่นี่

มีปัญหานิดหน่อยตรงขากลับ เพราะมืดแล้ว และต้องปั่นผ่านถนนใหญ่ ต้องเตรียมไฟหน้าไฟท้ายให้พร้อมตั้งแต่ออกมา รถราก็ติดเหมือนเมืองใหญ่อื่นๆ พอปั่นได้ ไม่อันตรายมากนัก ชิดซ้ายไปเรื่อย ถนนมีไฟสว่างตลอด ทริปนี้เรากลับทางถนนมาตุลี ผ่านเทศบาล ไปออกถนนใหญ่ตรงสี่แยก ปั่นถนนใหญ่ไม่ถึงกิโลก็ออกซ้ายเข้าถนนเล็กเข้าโรงแรม

ช่วงที่มานี่คือมาเพื่อร่วมงานปั่นวัดใจมังกรปากน้ำโพ เราเลยมาตั้งแต่วันเสาร์ ปั่นเที่ยวเมืองตอนเย็น ค้าง 1 คืน แล้ววันรุ่งขึ้นเช็คเอาท์จากโรงแรมแต่เช้ามืด แล้วไปร่วมงานปั่นวัดใจ จบงานก็ขับรถกลับกรุงเทพ