วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2558
วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2558
Turbo HydeRace จักรยานไฮบริดสัญชาติไทย รุ่นใหม่ ไม่ธรรมดา
เดี๋ยวนี้ Turbo ไม่ได้มีแต่จักรยานแม่บ้านถูกๆขายอยู่ตาม Big C Lotus นะ มีจักรยานคุณภาพดีๆ ราคาเกือบๆหมื่นขายอยู่หลายรุ่นเหมือนกัน วันนี้คันที่เราเอามาทดสอบ เป็นจักรยานไฮบริดรุ่นใหม่ล่าสุด เพิ่งวางตลาดเดือนนี้เอง
เบรค์ใช้วีเบรคธรรมดา ข้อดีคือปรับตั้งดูแลรักษาง่าย รอยเชื่อมที่ตัวเฟรมเป็นเกร็ดปลาที่ละเอียดดี บ่งบอกถึงความชำนาญการในการทำเฟรมจักรยานของ Turbo เฟรมเป็นอลูมีเนียม 6061 ด้วย เกรดเดียวกับจักรยานแบรนด์นอกรุ่นกลางๆใช้กัน

ดุมล้อยี่ห้อ Quando เป็นแบบปลดเร็วทั้งหน้าหลัง ก็ลื่นดี ตะเกียบหน้าเป็นอลูมีเนียมทรง 3 เหลี่ยมขอบมน แข็งแรงกว่าทรงกลม
ตีนผีเป็น Shimano Altus ดีกว่า Tourney นิดหน่อย แต่ก็ยังถือเป็นรุ่นเริ่มต้น มีเหล็กันตีนผีมาให้ด้วย เขามีป้ายบอกว่าเวลาใช้ให้ถอดออก แต่ผมติดไว้อย่างนี้แหละ เป็นกันชน ตีนผีจะได้ไม่พังเวลาขนใส่รถ


เฟืองหน้า 3 หลัง 8 สับจานหน้าเป็น Shimano SIS-Index ธรรมดา เกียร์เป็นหนึ่งในไม่กี่อย่างที่เทอร์โบไม่ทำเอง ส่วนใหญ่จะทำเองหมด ไม่ว่าจะเป็นเฟรม ตะเกียบ หลักอาน อาน แฮนด์ สเต็ม ล้อ
บันได Wellgo ชุดจาน Prowheel Swift เฟืองขนาด 48-38-28 ซึ่ เขาเซ็ตรถมาดีนะ ตั้งแต่รับรถมาก็ไม่ได้ทำอะไรเลย เติมลม ปรับความสูงเบาะ ก็เอาไปปั่น Bike For Mom เลย
Shifter หรือมือเกียร์ เป็นแบบรวมเบรค คือคันเปลี่ยนเกียร์กับมือเบรคจะอยู่ติดกันในอุปกรณ์ชิ้นเดียวกัน เปลี่ยนเกียร์ใช้นิ้วชี้กับนิ้วโป้ง กระดิ่งนี่ซื้อมาใส่เองนะ ไม่มีแถม
ที่ชอบอีกอย่างคือ แถมขาตั้งมาให้เลย^^ ถ้าซื้อเองอย่างต่ำก็ 250 บาทแล้ว
ถ้วยคอยี่ห้อ Neco สเต็มของ Turbo ผลิดเอง ยาว 90mm เห็นฟ้าๆที่ห้อยอยู่ตรงแฮนด์คือแท็ก Bike For Mom ยังไม่ได้ถอด ที่เห็นเป็นหยดน้ำนี่คือตอนถ่ายฝนตกปรอยๆ ไม่ใช่เม็ดสีนะ^^
ล้อขอบสูงอลูมีเนียม ซี่ลวดก็อลูมีเนียม ไม่ต้องกลัวสนิม แถมยังใจดี แถมตัวแปลงจุ๊บเล็กมาให้ด้วย ให้เราสูบลมได้ง่ายขึ้น^^ ยางขนาด 700x32c ขนาดกำลังดีสำหรับปั่นทางไกล
การใช้งานโดยรวมก็ปั่นลื่นดี เอาไปปั่น 50 กม.รวดเดียวจบก็ไม่มีปัญหาอะไร องศาในการนั่งก็ไม่เมื่อยหลัง เป็น city bike อารมณ์ทัวริ่ง ปั่นเนิบๆนานๆได้โดยไม่เมื่อย
ตัวเปรียบเทียบที่ใกล้เคียงก็ประมาณ Fuji Pallete หรือ Tiger Pedal กับราคาตั้งอยู่ที่ 9,xxx บาท (ลดได้อีก) ก็ถือว่าไม่เลวสำหรับใครที่ชอบของไทย ดีตรงทุกอย่างเป็นอลูมีเนียม น้ำหนักทั้งคันเพียง 12.17 ก.ก. มี 3 สีให้เลือก คือดำแบบนี้ ขาว และเทา คุณภาพถือว่าผ่าน ถ้าตั้งราคาเท่า Tiger Pedal นะ รับรองขายกระฉูด^^
ขอขอบคุณ
สถานที่ถ่ายทำ: บ้านเพลงรีสอร์ท กาญจนบุรี
รูปทรงดูดีใช้ได้ คันนี้เป็นไซส์ L หรือ 52 โดยมีอีกไซส์เล็กกว่านี้ให้เลือกคือ 49 สำหรับไซส์ 52 นี้ น่าจะเหมาะกับคนที่สูง 175 ขึ้นไป ถ้าเตี้ยกว่านี้ควรเลือกไซส์ 49 เพราะคานบนอยู่สูงพอสมควร ให้อารมณ์เหมือนปั่นทัวริ่ง อานนุ่มดี ใส่กางเกมธรรมดาไม่มีเป้าเจลก็ปั่นได้ไม่เจ็บก้น กระเป๋าใต้อานในรูปนี่ซื้อมาติดเองนะ เอาไว้ใส่เครื่องมือที่ Turbo ให้มาด้วย เป็นประแจแบนแบบรวมหลายขนาด 1 อัน และ 6 เหลี่ยมอีก 2 ขนาด
บันได Wellgo ชุดจาน Prowheel Swift เฟืองขนาด 48-38-28 ซึ่ เขาเซ็ตรถมาดีนะ ตั้งแต่รับรถมาก็ไม่ได้ทำอะไรเลย เติมลม ปรับความสูงเบาะ ก็เอาไปปั่น Bike For Mom เลย
Shifter หรือมือเกียร์ เป็นแบบรวมเบรค คือคันเปลี่ยนเกียร์กับมือเบรคจะอยู่ติดกันในอุปกรณ์ชิ้นเดียวกัน เปลี่ยนเกียร์ใช้นิ้วชี้กับนิ้วโป้ง กระดิ่งนี่ซื้อมาใส่เองนะ ไม่มีแถม
ที่ชอบอีกอย่างคือ แถมขาตั้งมาให้เลย^^ ถ้าซื้อเองอย่างต่ำก็ 250 บาทแล้ว
ถ้วยคอยี่ห้อ Neco สเต็มของ Turbo ผลิดเอง ยาว 90mm เห็นฟ้าๆที่ห้อยอยู่ตรงแฮนด์คือแท็ก Bike For Mom ยังไม่ได้ถอด ที่เห็นเป็นหยดน้ำนี่คือตอนถ่ายฝนตกปรอยๆ ไม่ใช่เม็ดสีนะ^^
ล้อขอบสูงอลูมีเนียม ซี่ลวดก็อลูมีเนียม ไม่ต้องกลัวสนิม แถมยังใจดี แถมตัวแปลงจุ๊บเล็กมาให้ด้วย ให้เราสูบลมได้ง่ายขึ้น^^ ยางขนาด 700x32c ขนาดกำลังดีสำหรับปั่นทางไกล
การใช้งานโดยรวมก็ปั่นลื่นดี เอาไปปั่น 50 กม.รวดเดียวจบก็ไม่มีปัญหาอะไร องศาในการนั่งก็ไม่เมื่อยหลัง เป็น city bike อารมณ์ทัวริ่ง ปั่นเนิบๆนานๆได้โดยไม่เมื่อย
ตัวเปรียบเทียบที่ใกล้เคียงก็ประมาณ Fuji Pallete หรือ Tiger Pedal กับราคาตั้งอยู่ที่ 9,xxx บาท (ลดได้อีก) ก็ถือว่าไม่เลวสำหรับใครที่ชอบของไทย ดีตรงทุกอย่างเป็นอลูมีเนียม น้ำหนักทั้งคันเพียง 12.17 ก.ก. มี 3 สีให้เลือก คือดำแบบนี้ ขาว และเทา คุณภาพถือว่าผ่าน ถ้าตั้งราคาเท่า Tiger Pedal นะ รับรองขายกระฉูด^^
ขอขอบคุณ
สถานที่ถ่ายทำ: บ้านเพลงรีสอร์ท กาญจนบุรี
วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558
ไปตลาดคลองสวนร้อยปี จากหนองจอก ไม่ออกถนนใหญ่ (76 กม.)
ถ้าตัดแดดที่ร้อนระอุออกไป ทริปนี้จะเป็นทริปที่ชิลมาก เพราะเส้นทางสวยงาม จุดหมายปลายทางน่าสนใจ และไม่ไกลเกินไปสำหรับมือใหม่ ตามแผนที่ไปเลย https://goo.gl/maps/IgJSy ไปเส้นใกล้ก่อนนะ

นัดเจอกันที่สวนสาธารณะหนองจอก (search ใน google maps ได้) ใครบ้านไกลก็เอาจักรยานใส่รถมา มีที่จอดรถเหลือให้จอดได้สัก 10 คัน จอดได้ถึงค่ำๆ สวนปิดประมาณ 19.30 น. ถ้าเต็มก็ไปจอดในโรงพยาบาลฝั่งตรงข้าม แต่สวนใหญ่จะปั่นมาจากบ้านกัน
ถึงเวลาล้อหมุน 8.00 น. เช็คชื่อคนที่ยืนยันแล้วยังมี 1 คนขับรถหลงไปหลงมาเนื่องจากไม่ค่อยได้มาหนองจอก เลยรอแป๊บ แล้วถ่ายรูปพอเป็นพิธีก็ออกเดินทางกันเลย


กลับรถหน้าโรงพยาบาล ผ่านสี่แยกไฟแดงปั่นขึ้นสะพานสูงๆยืดเส้นยืดสาย ช่วงแรกจะเป็นถนนรถเยอะหน่อย(ถนนสังฆสันติสุข) พอถึงสนามกอล์ฟเดอะไพน์ก็เลี้ยวซ้ายแล้วเข้าซอยตรงข้ามวัดบึงทองหลาง(ซอยศาลาแดง 10) ทีนี้ก็แทบจะไม่มีรถเลย เข้าชุมชนชาวนา จะมีวิถีชีวิตชาวนาทุกรูปแบบให้ได้ชม บ้างก็กำลังไถนา บ้างกำลังเกี่ยวข้าว เพราะแถวนี้เขาทำนาไม่พร้อมกัน เพื่อแบ่งๆกันใช้น้ำ ไม่เหมือนแถวภาคใต้ที่ทำนาปีละครั้ง ตามฤดูกาล ที่นี่ทำนากันทั้งปี แปลงนึงได้ 2-3 ครั้งต่อปี ใครใคร่จอดถ่ายรูปก็ตามสบาย เดี๋ยวไปรอแยกหน้า เพราะว่าไม่ค่อยมีใครรู้เส้นทาง ยังในก็ต้องรอผู้นำทริป^^

ตรงไปเรื่อยๆถึงถนนที่ตัดผ่านถนนใหญ่ ดูรถให้ดีแล้วก็ปั่นข้ามไปอีกฝั่ง(ซอยศาลาแดง 9) ชุมชนชาวนาอีกเช่นกัน ไปเรื่อยๆผ่านคุ้มหลวงแพ่งรีสอร์ทก็เลี้ยวขวา ข้ามสะพานข้ามคลองแสนแสบ ตรงไปออกถนนสุวินทวงศ์ ไปกลับรถใต้สะพานแล้วเลี้ยวซ้ายไปถนนเลียบคลองเจ้า ทีนี้ก็ตรงยาวเลย จนเจอวัดอยู่ขวามือซ้ายมือจะเป็นสะพานสูงๆข้ามคลองเจ้า ก็ข้ามไป

ช่วงนี้ทางจะคดเคี้ยวหน่อย ตรงไปถึงแยกตัว T เลี้ยวซ้ายก่อน แล้วเลี้ยวขวาตามถนนไป ผ่านหน้าสถานที่อะไรสักแห่งกำลังก่อสร้าง เป็นโดมสีขาวเห็นแต่ไกล ตรงไปถึงแยกตัว T อีกครั้งเป็นถนนใหญ่มีรถบรรทุกเยอะ แต่เราใช้เส้นนี้แค่ 2-3 กม. เลี้ยวขวาไปตามถนนใหญ่ ข้ามทางรถไฟ ไปจนถึงโกดัง Big C แล้วเข้าซอยติดกับ Big C ทีนี้ก็ตรงไปอย่างเดียวถึงตลาดคลองสวนเลย

วิวสองข้างทางทุ่งนากำลังเขียวขจี สุดทางเป็นตัว T เลี้ยวขวาเข้าชุมชนมัสยิดหน้าตลาด ระยะทางขาไปประมาณ 42 กม. เยอะกว่าที่ google maps บอก ปั่นเข้าไปจอดในมัสยิด แล้วเดินขึ้นสะพานไม้คลาสสิคๆเข้าไปหาของกินในตลาดคลองสวน

เดินชมตลาด กินข้าว และพักเหนื่อยสักชั่วโมงครึ่งก็ได้เวลากลับ ขากลับเราใช้เส้นทางใหม่ไม่ซ้ำกับขามา เพื่อจะได้ชมวิวไม่ซ้ำ ตรงตัว T สุดท้ายก่อนเลี้ยวเข้ามัสยิด เราตรงไปตามทางปูนเรื่อยๆ สุดทางเป็นรูปตัว T เลี้ยวขวาไปนิดเดียว 20 เมตรแล้วเลี้ยวซ้าย เข้าถนนลาดยางใหญ่ๆหน่อยแต่ไม่ค่อยมีรถ ข้ามทางรถไฟตรงไปมุ่งไปทางวัดหนามแดง พอใกล้ๆจะเริ่มเห็นหลังคาโบสถ์ทางขวามือ วัดนี้ใหญ่พอสมควร มีพระสังกัจจายน์องค์ใหญ่

เลี้ยวซ้ายผ่านหน้าพระสังกัจจายน์ไป ข้ามสะพานแล้วเลี้ยวขวา ตรงไปออกถนนสุวินทวงศ์ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสุวินทวงศ์ไปกลับรถตรง 3 แยกไฟแดงตลาดปองพล กลับรถมาสัก 100 เมตรเข้าซอยซ้ายมือที่มีป้ายแทนคุณรีสอร์ท ข้ามสะพานข้ามคลองแสนแสบเลี้ยวซ้ายเข้า(ศาลาแดง 7)เส้นที่จะไปต่อกับเส้นเดียวกับที่เรามาแต่เป็นช่วงไกลหน่อย ตรงไปเรื่อยๆ(ศาลาแดง 8)จะเห็นป้ายให้เลี้ยวไปคุ้มหลวงแพ่งรีสอร์ท เราก็เลี้ยวกลับทางเดิมแล้ว

เพื่อจะได้กลับไวขึ้น เลี้ยวซ้ายเข้าวัดคลองหลวงแพ่ง ข้ามสะพาน(ปลาตรงสะพานเยอะมาก)แล้วเลี้ยวขวาถือสี่แยกวัดใจ ไม่มีไปแดง ดูซ้ายดูขวาให้ดี แล้วตรงไป(ถนนสังฆสันติสุข) ปั่นชิดซ้ายตรงอย่างเดียวผ่านหน้าสนามกอล์ฟ แล้วก็ตรงอย่างเดียวจนถึงสวนหนองจอกที่เราจอดรถไว้เลย
คำแนะนำ
ดูรูปจากทริปทั้งหมดได้ที่ https://www.facebook.com/events/1472461556407668/

นัดเจอกันที่สวนสาธารณะหนองจอก (search ใน google maps ได้) ใครบ้านไกลก็เอาจักรยานใส่รถมา มีที่จอดรถเหลือให้จอดได้สัก 10 คัน จอดได้ถึงค่ำๆ สวนปิดประมาณ 19.30 น. ถ้าเต็มก็ไปจอดในโรงพยาบาลฝั่งตรงข้าม แต่สวนใหญ่จะปั่นมาจากบ้านกัน
ถึงเวลาล้อหมุน 8.00 น. เช็คชื่อคนที่ยืนยันแล้วยังมี 1 คนขับรถหลงไปหลงมาเนื่องจากไม่ค่อยได้มาหนองจอก เลยรอแป๊บ แล้วถ่ายรูปพอเป็นพิธีก็ออกเดินทางกันเลย


กลับรถหน้าโรงพยาบาล ผ่านสี่แยกไฟแดงปั่นขึ้นสะพานสูงๆยืดเส้นยืดสาย ช่วงแรกจะเป็นถนนรถเยอะหน่อย(ถนนสังฆสันติสุข) พอถึงสนามกอล์ฟเดอะไพน์ก็เลี้ยวซ้ายแล้วเข้าซอยตรงข้ามวัดบึงทองหลาง(ซอยศาลาแดง 10) ทีนี้ก็แทบจะไม่มีรถเลย เข้าชุมชนชาวนา จะมีวิถีชีวิตชาวนาทุกรูปแบบให้ได้ชม บ้างก็กำลังไถนา บ้างกำลังเกี่ยวข้าว เพราะแถวนี้เขาทำนาไม่พร้อมกัน เพื่อแบ่งๆกันใช้น้ำ ไม่เหมือนแถวภาคใต้ที่ทำนาปีละครั้ง ตามฤดูกาล ที่นี่ทำนากันทั้งปี แปลงนึงได้ 2-3 ครั้งต่อปี ใครใคร่จอดถ่ายรูปก็ตามสบาย เดี๋ยวไปรอแยกหน้า เพราะว่าไม่ค่อยมีใครรู้เส้นทาง ยังในก็ต้องรอผู้นำทริป^^

ตรงไปเรื่อยๆถึงถนนที่ตัดผ่านถนนใหญ่ ดูรถให้ดีแล้วก็ปั่นข้ามไปอีกฝั่ง(ซอยศาลาแดง 9) ชุมชนชาวนาอีกเช่นกัน ไปเรื่อยๆผ่านคุ้มหลวงแพ่งรีสอร์ทก็เลี้ยวขวา ข้ามสะพานข้ามคลองแสนแสบ ตรงไปออกถนนสุวินทวงศ์ ไปกลับรถใต้สะพานแล้วเลี้ยวซ้ายไปถนนเลียบคลองเจ้า ทีนี้ก็ตรงยาวเลย จนเจอวัดอยู่ขวามือซ้ายมือจะเป็นสะพานสูงๆข้ามคลองเจ้า ก็ข้ามไป

ช่วงนี้ทางจะคดเคี้ยวหน่อย ตรงไปถึงแยกตัว T เลี้ยวซ้ายก่อน แล้วเลี้ยวขวาตามถนนไป ผ่านหน้าสถานที่อะไรสักแห่งกำลังก่อสร้าง เป็นโดมสีขาวเห็นแต่ไกล ตรงไปถึงแยกตัว T อีกครั้งเป็นถนนใหญ่มีรถบรรทุกเยอะ แต่เราใช้เส้นนี้แค่ 2-3 กม. เลี้ยวขวาไปตามถนนใหญ่ ข้ามทางรถไฟ ไปจนถึงโกดัง Big C แล้วเข้าซอยติดกับ Big C ทีนี้ก็ตรงไปอย่างเดียวถึงตลาดคลองสวนเลย

วิวสองข้างทางทุ่งนากำลังเขียวขจี สุดทางเป็นตัว T เลี้ยวขวาเข้าชุมชนมัสยิดหน้าตลาด ระยะทางขาไปประมาณ 42 กม. เยอะกว่าที่ google maps บอก ปั่นเข้าไปจอดในมัสยิด แล้วเดินขึ้นสะพานไม้คลาสสิคๆเข้าไปหาของกินในตลาดคลองสวน

เดินชมตลาด กินข้าว และพักเหนื่อยสักชั่วโมงครึ่งก็ได้เวลากลับ ขากลับเราใช้เส้นทางใหม่ไม่ซ้ำกับขามา เพื่อจะได้ชมวิวไม่ซ้ำ ตรงตัว T สุดท้ายก่อนเลี้ยวเข้ามัสยิด เราตรงไปตามทางปูนเรื่อยๆ สุดทางเป็นรูปตัว T เลี้ยวขวาไปนิดเดียว 20 เมตรแล้วเลี้ยวซ้าย เข้าถนนลาดยางใหญ่ๆหน่อยแต่ไม่ค่อยมีรถ ข้ามทางรถไฟตรงไปมุ่งไปทางวัดหนามแดง พอใกล้ๆจะเริ่มเห็นหลังคาโบสถ์ทางขวามือ วัดนี้ใหญ่พอสมควร มีพระสังกัจจายน์องค์ใหญ่

เลี้ยวซ้ายผ่านหน้าพระสังกัจจายน์ไป ข้ามสะพานแล้วเลี้ยวขวา ตรงไปออกถนนสุวินทวงศ์ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสุวินทวงศ์ไปกลับรถตรง 3 แยกไฟแดงตลาดปองพล กลับรถมาสัก 100 เมตรเข้าซอยซ้ายมือที่มีป้ายแทนคุณรีสอร์ท ข้ามสะพานข้ามคลองแสนแสบเลี้ยวซ้ายเข้า(ศาลาแดง 7)เส้นที่จะไปต่อกับเส้นเดียวกับที่เรามาแต่เป็นช่วงไกลหน่อย ตรงไปเรื่อยๆ(ศาลาแดง 8)จะเห็นป้ายให้เลี้ยวไปคุ้มหลวงแพ่งรีสอร์ท เราก็เลี้ยวกลับทางเดิมแล้ว

เพื่อจะได้กลับไวขึ้น เลี้ยวซ้ายเข้าวัดคลองหลวงแพ่ง ข้ามสะพาน(ปลาตรงสะพานเยอะมาก)แล้วเลี้ยวขวาถือสี่แยกวัดใจ ไม่มีไปแดง ดูซ้ายดูขวาให้ดี แล้วตรงไป(ถนนสังฆสันติสุข) ปั่นชิดซ้ายตรงอย่างเดียวผ่านหน้าสนามกอล์ฟ แล้วก็ตรงอย่างเดียวจนถึงสวนหนองจอกที่เราจอดรถไว้เลย
คำแนะนำ
- แดดร้อนมาก เตรียมอุปกรณ์กันแดดให้พร้อม หมวก ปลอกแขน กระติกน้ำ ดื่มน้ำเยอะๆ
- ต้องเตรียมยางในสำรองไปด้วย เพราะถึงทางจะเรียบประมาณ 95% แต่ก็อาจจะมีวัตถุไม่พึงประสงค์อยู่บนถนนได้ ทริปนี้มียางแตก 1 คัน
- ค่อยๆปั่น ค่อยๆไป อย่ารีบ ชมวิวสองข้างทางไป ถ่ายรูปเยอะๆ เพราะไม่รู้เมื่อไหร่จะผ่านเส้นทางนี้อีก
วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
สงขลา ทะเลสวย รวยวัฒณธรรม งามล้ำเมืองเก่า (18 กม.)
จริงๆแล้วคำขวัญจังหวัดสงขลาคือ "นกน้ำเพลินตา สมิหลาเพลินใจ เมืองใหญ่สองทะเล เสน่ห์สะพานป๋า ศูนย์ค้าแดนใต้" ทริปนี้ไปเพื่อชมเมืองเก่าสงขลา ตามหาภาพวาดที่คล้ายๆกับภาพที่ปีนัง มาเลเซีย จึงเห็นแค่แหลมสมิหลา และสองทะเล คือทะเลสาบสงขลาและทะเลอ่าวไทย
เราจะปั่นวนซ้าย จึงไปทางเก้าเส้งก่อนซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมงเก่าแก่ ซึ่งที่นี่มีหินตั้งอยู่บนหน้าผา ประมาณว่าใกล้ตกแต่ไม่ตก ตำนวนเล่าว่า ใครผลักก้อนหินนี้ตกลงไปได้ จะได้เงินเก้าแสนที่ซ่อนอยู่ใต้หิน
แผนที่เส้นทาง https://goo.gl/maps/jrrgf
ส่วนการเดินทางจะไปสงขลากันยังไงนั้น ถ้าใครไม่ได้มารถส่วนตัว เริ่มต้นก็ไปหาดใหญ่ให้ได้ก่อน จะนั่งเครื่องหรือรถไฟหรือบขส.ก็ได้ ถ้าจากสนามบิน นั่งสองแถวเข้ามาตัวเมือง ลงที่พลาซ่าก็ต่อลงมาต่อสองแถวจากตรงนั้นไปสงขลาได้เลย ถ้าจากขนส่งหรือสถานีรถไฟก็นั่งสองแถวหรือตุ๊กๆมาลงที่พลาซ่าก่อนเช่นกัน
ส่วนในเมืองสงขลามีตุ๊กๆกับมอเตอร์ไซค์รับจ้างวิ่งวนรับผู้โดยสารอยู่ ถ้าจักรยานมีปัญหาก็โบกได้ มีร้านซ่อมจักรยานกับมอเตอร์ไซค์หลายร้าน
เราจะปั่นวนซ้าย จึงไปทางเก้าเส้งก่อนซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมงเก่าแก่ ซึ่งที่นี่มีหินตั้งอยู่บนหน้าผา ประมาณว่าใกล้ตกแต่ไม่ตก ตำนวนเล่าว่า ใครผลักก้อนหินนี้ตกลงไปได้ จะได้เงินเก้าแสนที่ซ่อนอยู่ใต้หิน
|
| ![]() |
วนซ้ายต่อก็เป็นทางเลียบชายทะเลแล้ว มีช่องทางจักรยานด้วย ทะเลอยู่ด้านขวา มีทิวสนให้ร่มเงา อย่ามองแต่ทะเลเพลิน เพราะด้านซ้ายมือมีจิ๊กซอว์ชิ้นแรก นั่นคือหางพญานาค เอ๊ะพญานาคอะไรมีแต่หาง ถ่ายๆรูปไป แปลกดี แล้วก็ปั่นตรงต่อไปสุดที่วงเวียนคนนั่งอ่านหนังสือ รถยนต์ไปต่อไม่ได้ แต่จักรยานยกขึ้นแล้วปั่นตรงไปได้ จะไปออกตรงนางเงือกพอดี
นั่นเกาะหนู ด้านหลังไกลๆโน่นเป็นเกาะแมว
ถ้าจะถ่ายกับนางเงือกก็คิวยาวเลย ช่วงนี้เป็นจุดไฮไลท์ของแหล่งท่องเที่ยวแล้ว นักท่องเที่ยวเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นมาเลเซีย ไม่ค่อยมีฝรั่ง มีประตูเมืองสงขลา รูปปั่นหนู-แมว มีของกินขาย
ปั่นต่อไปจะเจออะไรโค้งๆตั้งอยู่กลางลาน ลวดลายคล้ายพญานาค เจอแล้วจิ๊กซอว์ชิ้นที่ 2 ลำตัวพญานาค ทีนี้ก็ไปตามหาส่วนหัวที่สวนสองทะเล แหลมสนอ่อน งดงามมาก สู้เมอไลอ้อนของสิคโปร์ได้เลย คิวยาวอีกตามเคย นักท่องเที่ยวเยอะ
ได้เวลาปั่นกลับเข้าเมือง ปั่นตรงๆมาเป็นทางเลียบทะเลสาบ จนเจอกำแพงเมืองแสดงว่าใกล้ถึงย่านเมืองเก่าแล้ว กำแพงเมืองปัจจุบันเป็นกำแพงของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสงขลา รูปทรงสไตล์จีนโบราณสวยงามมาก
ถ้าใครมาในช่วง 9.00-16.00 น. วันพุธ-วันอาทิตย์ ก็สามารถเข้าไปชมในพิพิธภัณฑ์ได้ มีของโบราณให้ชมหลายชิ้น โรงเรียนมักจะพาเด็กๆมาทัศนศึกษาที่นี่ คุ้มค่าแน่นอน

ตรงไปนิดเดียวเป็นย่านเมืองเก่าแล้ว เห็นตึกเหลืองๆนี้หลังแรกรีบประโจนเข้าไปถ่ายรูปเลย ก่อนที่จะเจอตึกเก่าจนเบื่อเพราะข้างในมีเยอะมาก^^
ถูกใจมุมไปนเลือกถ่ายรูปตามอัธยาศัย
ย่านเมืองเก่ามีถนน 3 สายขนานกัน ถนนนางงามดังที่สุด อยู่ตรงกลาง เป็นวันเวย์ ตอนนี้เราปั่นถนนด้านขวาไปให้สุดก่อน แล้วค่อยวกกลับเข้าถนนนางงาม แล้วออกไปถนนอีกสาย
เจอแล้วรูปวาดบนกำแพงที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้การท่องเที่ยวสงขลามาก พอมีนักท่องเที่ยวเข้ามา คนแถวนี้ก็อยู่ได้ ร้านค้าต่างๆเลยเปิดมากมาย มีของกินชื่อดัง ร้านเก๋ๆ อยู่เพียบ
มีซอยเล็กซอยน้อยให้ลองเข้าไปค้นหาอีกเพียบ
วนกลับที่พักเจอกำแพงที่มียักษ์อยู่สี่มุม มีน้ำแดงคอยเซ่นไหว้ด้วย ชมเมืองเก่ากันเต็มอิ่มเลย ถ่ายรูปไว้เพียบ ตามตรอกซอกซอยต่างๆ ตามมุมตึก บานประตูหน้าต่าง มีอะไรสวยๆเพียบ
แผนที่เส้นทาง https://goo.gl/maps/jrrgf
ส่วนการเดินทางจะไปสงขลากันยังไงนั้น ถ้าใครไม่ได้มารถส่วนตัว เริ่มต้นก็ไปหาดใหญ่ให้ได้ก่อน จะนั่งเครื่องหรือรถไฟหรือบขส.ก็ได้ ถ้าจากสนามบิน นั่งสองแถวเข้ามาตัวเมือง ลงที่พลาซ่าก็ต่อลงมาต่อสองแถวจากตรงนั้นไปสงขลาได้เลย ถ้าจากขนส่งหรือสถานีรถไฟก็นั่งสองแถวหรือตุ๊กๆมาลงที่พลาซ่าก่อนเช่นกัน
ส่วนในเมืองสงขลามีตุ๊กๆกับมอเตอร์ไซค์รับจ้างวิ่งวนรับผู้โดยสารอยู่ ถ้าจักรยานมีปัญหาก็โบกได้ มีร้านซ่อมจักรยานกับมอเตอร์ไซค์หลายร้าน
วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2558
กฎ กติกา AUDAX Randonneurs
ระยะเวลาของการปั่นในแต่ละประกาศนียบัตรจะถูกกำหนดตามระยะทาง ดังนี้
6:40 ชม. สำหรับระยะทาง 100 กม. (เป็นเพียงระยะทดสอบ ระยะจริงเริ่มที่ 200 กม.)
13:30 ชม. สำหรับระยะทาง 200 กม.
20:00 ชม. สำหรับระยะทาง 300 กม.
27:00 ชม. สำหรับระยะทาง 400 กม.
40:00 ชม. สำหรับระยะทาง 600 กม.
75:00 ชม สำหรับระยะทาง 1,000 กม.
นักปั่นทุกคนต้องผ่านทุก Check Point ในกรอบเวลาที่กำหนด กรอบเวลานี้จะระบุไว้บนใบประกาศนียบัตรพร้อมๆกับข้อมูลของจุดเช็คพอยต์ หากนักปั่นเข้าถึงจุดเช็คพอยต์ เกินกว่าเวลาที่กำหนด ผู้จัดมีสิทธิพิจารณาให้แข่งต่อได้ ถ้าสาเหตุเกิดจากสิ่งที่คาดไม่ถึงเช่นหยุดช่วยเหลือเพื่อนนักปั่นที่เกิดอุบัติเหตุ แต่ถ้าเกิดจากปัจจัยของตัวนักปั่นเอง เช่นเหนื่อย หมดแรง หรือ จักรยานเสียหายไม่พร้อมที่จะร่วมกิจกรรมต่อไป ให้ถือว่ามาไม่ถึงจุดเช็คพอยต์ตามกำหนด ถึงแม้ว่าเขาจะสามารถเสร็จการแข่งขันภายในเวลาที่กำหนดในที่สุด แต่ผลลัพท์ก็ถือว่าไม่ผ่านตามเกณฑ์ของประกาศนียบัตร
6:40 ชม. สำหรับระยะทาง 100 กม. (เป็นเพียงระยะทดสอบ ระยะจริงเริ่มที่ 200 กม.)
13:30 ชม. สำหรับระยะทาง 200 กม.
20:00 ชม. สำหรับระยะทาง 300 กม.
27:00 ชม. สำหรับระยะทาง 400 กม.
40:00 ชม. สำหรับระยะทาง 600 กม.
75:00 ชม สำหรับระยะทาง 1,000 กม.
นักปั่นทุกคนต้องผ่านทุก Check Point ในกรอบเวลาที่กำหนด กรอบเวลานี้จะระบุไว้บนใบประกาศนียบัตรพร้อมๆกับข้อมูลของจุดเช็คพอยต์ หากนักปั่นเข้าถึงจุดเช็คพอยต์ เกินกว่าเวลาที่กำหนด ผู้จัดมีสิทธิพิจารณาให้แข่งต่อได้ ถ้าสาเหตุเกิดจากสิ่งที่คาดไม่ถึงเช่นหยุดช่วยเหลือเพื่อนนักปั่นที่เกิดอุบัติเหตุ แต่ถ้าเกิดจากปัจจัยของตัวนักปั่นเอง เช่นเหนื่อย หมดแรง หรือ จักรยานเสียหายไม่พร้อมที่จะร่วมกิจกรรมต่อไป ให้ถือว่ามาไม่ถึงจุดเช็คพอยต์ตามกำหนด ถึงแม้ว่าเขาจะสามารถเสร็จการแข่งขันภายในเวลาที่กำหนดในที่สุด แต่ผลลัพท์ก็ถือว่าไม่ผ่านตามเกณฑ์ของประกาศนียบัตร
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)













