วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ไปตลาดคลองสวนร้อยปี จากหนองจอก ไม่ออกถนนใหญ่ (76 กม.)

ถ้าตัดแดดที่ร้อนระอุออกไป ทริปนี้จะเป็นทริปที่ชิลมาก เพราะเส้นทางสวยงาม จุดหมายปลายทางน่าสนใจ และไม่ไกลเกินไปสำหรับมือใหม่ ตามแผนที่ไปเลย https://goo.gl/maps/IgJSy ไปเส้นใกล้ก่อนนะ


นัดเจอกันที่สวนสาธารณะหนองจอก (search ใน google maps ได้) ใครบ้านไกลก็เอาจักรยานใส่รถมา มีที่จอดรถเหลือให้จอดได้สัก 10 คัน จอดได้ถึงค่ำๆ สวนปิดประมาณ 19.30 น. ถ้าเต็มก็ไปจอดในโรงพยาบาลฝั่งตรงข้าม แต่สวนใหญ่จะปั่นมาจากบ้านกัน

ถึงเวลาล้อหมุน 8.00 น. เช็คชื่อคนที่ยืนยันแล้วยังมี 1 คนขับรถหลงไปหลงมาเนื่องจากไม่ค่อยได้มาหนองจอก เลยรอแป๊บ แล้วถ่ายรูปพอเป็นพิธีก็ออกเดินทางกันเลย


กลับรถหน้าโรงพยาบาล ผ่านสี่แยกไฟแดงปั่นขึ้นสะพานสูงๆยืดเส้นยืดสาย ช่วงแรกจะเป็นถนนรถเยอะหน่อย(ถนนสังฆสันติสุข) พอถึงสนามกอล์ฟเดอะไพน์ก็เลี้ยวซ้ายแล้วเข้าซอยตรงข้ามวัดบึงทองหลาง(ซอยศาลาแดง 10) ทีนี้ก็แทบจะไม่มีรถเลย เข้าชุมชนชาวนา จะมีวิถีชีวิตชาวนาทุกรูปแบบให้ได้ชม บ้างก็กำลังไถนา บ้างกำลังเกี่ยวข้าว เพราะแถวนี้เขาทำนาไม่พร้อมกัน เพื่อแบ่งๆกันใช้น้ำ ไม่เหมือนแถวภาคใต้ที่ทำนาปีละครั้ง ตามฤดูกาล ที่นี่ทำนากันทั้งปี แปลงนึงได้ 2-3 ครั้งต่อปี ใครใคร่จอดถ่ายรูปก็ตามสบาย เดี๋ยวไปรอแยกหน้า เพราะว่าไม่ค่อยมีใครรู้เส้นทาง ยังในก็ต้องรอผู้นำทริป^^


ตรงไปเรื่อยๆถึงถนนที่ตัดผ่านถนนใหญ่ ดูรถให้ดีแล้วก็ปั่นข้ามไปอีกฝั่ง(ซอยศาลาแดง 9) ชุมชนชาวนาอีกเช่นกัน ไปเรื่อยๆผ่านคุ้มหลวงแพ่งรีสอร์ทก็เลี้ยวขวา ข้ามสะพานข้ามคลองแสนแสบ ตรงไปออกถนนสุวินทวงศ์ ไปกลับรถใต้สะพานแล้วเลี้ยวซ้ายไปถนนเลียบคลองเจ้า ทีนี้ก็ตรงยาวเลย จนเจอวัดอยู่ขวามือซ้ายมือจะเป็นสะพานสูงๆข้ามคลองเจ้า ก็ข้ามไป


ช่วงนี้ทางจะคดเคี้ยวหน่อย ตรงไปถึงแยกตัว T เลี้ยวซ้ายก่อน แล้วเลี้ยวขวาตามถนนไป ผ่านหน้าสถานที่อะไรสักแห่งกำลังก่อสร้าง เป็นโดมสีขาวเห็นแต่ไกล ตรงไปถึงแยกตัว T อีกครั้งเป็นถนนใหญ่มีรถบรรทุกเยอะ แต่เราใช้เส้นนี้แค่ 2-3 กม. เลี้ยวขวาไปตามถนนใหญ่ ข้ามทางรถไฟ ไปจนถึงโกดัง Big C แล้วเข้าซอยติดกับ Big C ทีนี้ก็ตรงไปอย่างเดียวถึงตลาดคลองสวนเลย


วิวสองข้างทางทุ่งนากำลังเขียวขจี สุดทางเป็นตัว T เลี้ยวขวาเข้าชุมชนมัสยิดหน้าตลาด ระยะทางขาไปประมาณ 42 กม. เยอะกว่าที่ google maps บอก ปั่นเข้าไปจอดในมัสยิด แล้วเดินขึ้นสะพานไม้คลาสสิคๆเข้าไปหาของกินในตลาดคลองสวน


เดินชมตลาด กินข้าว และพักเหนื่อยสักชั่วโมงครึ่งก็ได้เวลากลับ ขากลับเราใช้เส้นทางใหม่ไม่ซ้ำกับขามา เพื่อจะได้ชมวิวไม่ซ้ำ ตรงตัว T สุดท้ายก่อนเลี้ยวเข้ามัสยิด เราตรงไปตามทางปูนเรื่อยๆ สุดทางเป็นรูปตัว T เลี้ยวขวาไปนิดเดียว 20 เมตรแล้วเลี้ยวซ้าย เข้าถนนลาดยางใหญ่ๆหน่อยแต่ไม่ค่อยมีรถ ข้ามทางรถไฟตรงไปมุ่งไปทางวัดหนามแดง พอใกล้ๆจะเริ่มเห็นหลังคาโบสถ์ทางขวามือ วัดนี้ใหญ่พอสมควร มีพระสังกัจจายน์องค์ใหญ่


เลี้ยวซ้ายผ่านหน้าพระสังกัจจายน์ไป ข้ามสะพานแล้วเลี้ยวขวา ตรงไปออกถนนสุวินทวงศ์ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสุวินทวงศ์ไปกลับรถตรง 3 แยกไฟแดงตลาดปองพล กลับรถมาสัก 100 เมตรเข้าซอยซ้ายมือที่มีป้ายแทนคุณรีสอร์ท ข้ามสะพานข้ามคลองแสนแสบเลี้ยวซ้ายเข้า(ศาลาแดง 7)เส้นที่จะไปต่อกับเส้นเดียวกับที่เรามาแต่เป็นช่วงไกลหน่อย ตรงไปเรื่อยๆ(ศาลาแดง 8)จะเห็นป้ายให้เลี้ยวไปคุ้มหลวงแพ่งรีสอร์ท เราก็เลี้ยวกลับทางเดิมแล้ว


เพื่อจะได้กลับไวขึ้น เลี้ยวซ้ายเข้าวัดคลองหลวงแพ่ง ข้ามสะพาน(ปลาตรงสะพานเยอะมาก)แล้วเลี้ยวขวาถือสี่แยกวัดใจ ไม่มีไปแดง ดูซ้ายดูขวาให้ดี แล้วตรงไป(ถนนสังฆสันติสุข) ปั่นชิดซ้ายตรงอย่างเดียวผ่านหน้าสนามกอล์ฟ แล้วก็ตรงอย่างเดียวจนถึงสวนหนองจอกที่เราจอดรถไว้เลย

คำแนะนำ

  1. แดดร้อนมาก เตรียมอุปกรณ์กันแดดให้พร้อม หมวก ปลอกแขน กระติกน้ำ ดื่มน้ำเยอะๆ
  2. ต้องเตรียมยางในสำรองไปด้วย เพราะถึงทางจะเรียบประมาณ 95% แต่ก็อาจจะมีวัตถุไม่พึงประสงค์อยู่บนถนนได้ ทริปนี้มียางแตก 1 คัน
  3. ค่อยๆปั่น ค่อยๆไป อย่ารีบ ชมวิวสองข้างทางไป ถ่ายรูปเยอะๆ เพราะไม่รู้เมื่อไหร่จะผ่านเส้นทางนี้อีก
ดูรูปจากทริปทั้งหมดได้ที่ https://www.facebook.com/events/1472461556407668/

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สงขลา ทะเลสวย รวยวัฒณธรรม งามล้ำเมืองเก่า (18 กม.)

จริงๆแล้วคำขวัญจังหวัดสงขลาคือ "นกน้ำเพลินตา สมิหลาเพลินใจ เมืองใหญ่สองทะเล เสน่ห์สะพานป๋า ศูนย์ค้าแดนใต้" ทริปนี้ไปเพื่อชมเมืองเก่าสงขลา ตามหาภาพวาดที่คล้ายๆกับภาพที่ปีนัง มาเลเซีย จึงเห็นแค่แหลมสมิหลา และสองทะเล คือทะเลสาบสงขลาและทะเลอ่าวไทย

เราจะปั่นวนซ้าย จึงไปทางเก้าเส้งก่อนซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมงเก่าแก่ ซึ่งที่นี่มีหินตั้งอยู่บนหน้าผา ประมาณว่าใกล้ตกแต่ไม่ตก ตำนวนเล่าว่า ใครผลักก้อนหินนี้ตกลงไปได้ จะได้เงินเก้าแสนที่ซ่อนอยู่ใต้หิน

วนซ้ายต่อก็เป็นทางเลียบชายทะเลแล้ว มีช่องทางจักรยานด้วย ทะเลอยู่ด้านขวา มีทิวสนให้ร่มเงา อย่ามองแต่ทะเลเพลิน เพราะด้านซ้ายมือมีจิ๊กซอว์ชิ้นแรก นั่นคือหางพญานาค เอ๊ะพญานาคอะไรมีแต่หาง ถ่ายๆรูปไป แปลกดี แล้วก็ปั่นตรงต่อไปสุดที่วงเวียนคนนั่งอ่านหนังสือ รถยนต์ไปต่อไม่ได้ แต่จักรยานยกขึ้นแล้วปั่นตรงไปได้ จะไปออกตรงนางเงือกพอดี
นั่นเกาะหนู ด้านหลังไกลๆโน่นเป็นเกาะแมว
ถ้าจะถ่ายกับนางเงือกก็คิวยาวเลย ช่วงนี้เป็นจุดไฮไลท์ของแหล่งท่องเที่ยวแล้ว นักท่องเที่ยวเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นมาเลเซีย ไม่ค่อยมีฝรั่ง มีประตูเมืองสงขลา รูปปั่นหนู-แมว มีของกินขาย

ปั่นต่อไปจะเจออะไรโค้งๆตั้งอยู่กลางลาน ลวดลายคล้ายพญานาค เจอแล้วจิ๊กซอว์ชิ้นที่ 2 ลำตัวพญานาค ทีนี้ก็ไปตามหาส่วนหัวที่สวนสองทะเล แหลมสนอ่อน งดงามมาก สู้เมอไลอ้อนของสิคโปร์ได้เลย คิวยาวอีกตามเคย นักท่องเที่ยวเยอะ

ได้เวลาปั่นกลับเข้าเมือง ปั่นตรงๆมาเป็นทางเลียบทะเลสาบ จนเจอกำแพงเมืองแสดงว่าใกล้ถึงย่านเมืองเก่าแล้ว กำแพงเมืองปัจจุบันเป็นกำแพงของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสงขลา รูปทรงสไตล์จีนโบราณสวยงามมาก
ถ้าใครมาในช่วง 9.00-16.00 น. วันพุธ-วันอาทิตย์ ก็สามารถเข้าไปชมในพิพิธภัณฑ์ได้ มีของโบราณให้ชมหลายชิ้น โรงเรียนมักจะพาเด็กๆมาทัศนศึกษาที่นี่ คุ้มค่าแน่นอน

ตรงไปนิดเดียวเป็นย่านเมืองเก่าแล้ว เห็นตึกเหลืองๆนี้หลังแรกรีบประโจนเข้าไปถ่ายรูปเลย ก่อนที่จะเจอตึกเก่าจนเบื่อเพราะข้างในมีเยอะมาก^^
ถูกใจมุมไปนเลือกถ่ายรูปตามอัธยาศัย

ย่านเมืองเก่ามีถนน 3 สายขนานกัน ถนนนางงามดังที่สุด อยู่ตรงกลาง เป็นวันเวย์ ตอนนี้เราปั่นถนนด้านขวาไปให้สุดก่อน แล้วค่อยวกกลับเข้าถนนนางงาม แล้วออกไปถนนอีกสาย

เจอแล้วรูปวาดบนกำแพงที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้การท่องเที่ยวสงขลามาก พอมีนักท่องเที่ยวเข้ามา คนแถวนี้ก็อยู่ได้ ร้านค้าต่างๆเลยเปิดมากมาย มีของกินชื่อดัง ร้านเก๋ๆ อยู่เพียบ

มีซอยเล็กซอยน้อยให้ลองเข้าไปค้นหาอีกเพียบ

วนกลับที่พักเจอกำแพงที่มียักษ์อยู่สี่มุม มีน้ำแดงคอยเซ่นไหว้ด้วย ชมเมืองเก่ากันเต็มอิ่มเลย ถ่ายรูปไว้เพียบ ตามตรอกซอกซอยต่างๆ ตามมุมตึก บานประตูหน้าต่าง มีอะไรสวยๆเพียบ

แผนที่เส้นทาง https://goo.gl/maps/jrrgf

ส่วนการเดินทางจะไปสงขลากันยังไงนั้น ถ้าใครไม่ได้มารถส่วนตัว เริ่มต้นก็ไปหาดใหญ่ให้ได้ก่อน จะนั่งเครื่องหรือรถไฟหรือบขส.ก็ได้ ถ้าจากสนามบิน นั่งสองแถวเข้ามาตัวเมือง ลงที่พลาซ่าก็ต่อลงมาต่อสองแถวจากตรงนั้นไปสงขลาได้เลย ถ้าจากขนส่งหรือสถานีรถไฟก็นั่งสองแถวหรือตุ๊กๆมาลงที่พลาซ่าก่อนเช่นกัน

ส่วนในเมืองสงขลามีตุ๊กๆกับมอเตอร์ไซค์รับจ้างวิ่งวนรับผู้โดยสารอยู่ ถ้าจักรยานมีปัญหาก็โบกได้ มีร้านซ่อมจักรยานกับมอเตอร์ไซค์หลายร้าน

วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2558

กฎ กติกา AUDAX Randonneurs

ระยะเวลาของการปั่นในแต่ละประกาศนียบัตรจะถูกกำหนดตามระยะทาง ดังนี้


6:40 ชม. สำหรับระยะทาง 100 กม. (เป็นเพียงระยะทดสอบ ระยะจริงเริ่มที่ 200 กม.)
13:30 ชม. สำหรับระยะทาง 200 กม.
20:00 ชม. สำหรับระยะทาง 300 กม.
27:00 ชม. สำหรับระยะทาง 400 กม.
40:00 ชม. สำหรับระยะทาง 600 กม.
75:00 ชม สำหรับระยะทาง 1,000 กม.

นักปั่นทุกคนต้องผ่านทุก Check Point ในกรอบเวลาที่กำหนด กรอบเวลานี้จะระบุไว้บนใบประกาศนียบัตรพร้อมๆกับข้อมูลของจุดเช็คพอยต์ หากนักปั่นเข้าถึงจุดเช็คพอยต์ เกินกว่าเวลาที่กำหนด ผู้จัดมีสิทธิพิจารณาให้แข่งต่อได้ ถ้าสาเหตุเกิดจากสิ่งที่คาดไม่ถึงเช่นหยุดช่วยเหลือเพื่อนนักปั่นที่เกิดอุบัติเหตุ แต่ถ้าเกิดจากปัจจัยของตัวนักปั่นเอง เช่นเหนื่อย หมดแรง หรือ จักรยานเสียหายไม่พร้อมที่จะร่วมกิจกรรมต่อไป ให้ถือว่ามาไม่ถึงจุดเช็คพอยต์ตามกำหนด ถึงแม้ว่าเขาจะสามารถเสร็จการแข่งขันภายในเวลาที่กำหนดในที่สุด แต่ผลลัพท์ก็ถือว่าไม่ผ่านตามเกณฑ์ของประกาศนียบัตร

วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ประเทศไทย: สุสานนักปั่น

20.30 น. 5 พ.ค. 58 ซิ่งเก๋งชนจักรยานอีกแล้ว! นักปั่นตาย1-คนขับชิ่งหนี
http://www.dailynews.co.th/crime/318930
ความวัวไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก โจ๋หนุ่มควบแจ๊สพุ่งชนกลุ่มนักปั่นจักรยานอีกแล้ว คราวนี้เกิดขึ้นกลางกรุง กวาด 3 ชีวิต ตาย 1 เจ็บ 2 พยานเผยคนขับเดินลงมาดูก่อนหนีหายเข้ากลีบเมฆ
- น้องกิ๊ฟ น.ส.ธัญญกร เด่นสิริมงคง อายุ 31 ปี เสียชีวิตที่โรงพยาบาล
นายนิคม เช่นพิมาย อายุ 36 ปี ทั้งคู่อาการสาหัส
- ฆาตกรคือนายศรัณย์ อินทะนิล อายุ 23 ปี มอบตัวตอนเที่ยงๆวันที่ 6 พ.ค. พร้อมทนายสู้คดี

05.50 น. 3 พ.ค. 58 พุ่งชน"จักรยาน"ตาย 3 ศพ นศ.สาวม.ดัง"เมาแล้วขับ"
http://www.dailynews.co.th/regional/318570

นักศึกษาสาวปี 2 คณะบริหารธุรกิจ ม.ดัง ขับเก๋งวูบหลับในพุ่งชนกลุ่มนักปั่นจักรยาน ชมรมสันทราย เมืองเชียงใหม่ ดับสยองคาที่ 3 ศพ เจ็บอีก 2
- นายชัยรัตน์ ย่องลั่น อายุ 63 ปี เสียชีวิต
- นายสมาน กันธา อายุ 62 ปี เสียชีวิต
- นายพงษ์เทพ คำแก้ว อายุ 40 ปี เสียชีวิต
- นายพงษ์ศักดิ์ พลสิงห์ ได้รับบาดเจ็บ
- ว่าที่ ร.ต. สุพล คำสิงห์ ได้รับบาดเจ็บ
- ฆาตรกรคือ น.ส.ภัทร์ชุดา จายเรือน อายุ 24 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะบริหารธุรกิจ ได้รับบาดเจ็บ

14.20 น. 21 ก.พ. 58 นักปั่นจักรยานรอบโลกชาวชิลีถูกกระบะชนดับในไทย
- Mr.JUAN FRANGISGO GUILLERMO ชาวชิลี อายุ 48 ปี  เสียชีวิต
- Mrs.NG-POH LENG ภรรยาชาวสิงคโปร์ และลูกชายวัย 15 เดือน ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย
- ฆาตรกรคือ นายทิวารัตน์ ชัยพิเดช อายุ 64 ปีได้รับโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกรอลงอาญา ไม่ต้องเข้าคุก

14.30 น. 13 ก.พ. 56 สื่อนอกตีข่าว! 2 ผัวเมียนักปั่นรอบโลกถูกรถชนตายในไทย
ปีเตอร์ รูท และ แมรี่ ทอมป์สัน คู่สามีภรรยาวัย 34 ผู้ออกผจญภัยด้วยการปั่นจักรยานรอบโลกตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปี 2011 โดยทั้งคู่ได้ปั่นจักรยานไปทั่วโลกมาแล้ว 23 ประเทศ ทั้งยุโรป ตะวันออกกลาง และจีน  ก่อนจะมาเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุรถบรรทุกชนขณะพวกเขาปั่นจักรยานบนถนนทางหลวงสาย 304  หมู่ 15 ต.เกาะขนุน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา
- นายปีเตอร์ หลุยส์ ซีเบอร์รูท อายุ 34 ปี เสียชีวิต
- น.ส.แมรี่ เอมเมลไลน์ ทอมสัน อายุ 34 ปี เสียชีวิต
- ฆาตรกรคือนายวรพงษ์ สังฆวัตร ได้รับโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกรอลงอาญา ไม่ต้องเข้าคุก

วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2558

นั่งรถไฟจากหัวลำโพงไปปั่นชมเมืองมรดกโลกที่ปีนัง

..ทริปนี้ไปกัน 3 คน เพราะเห็นภาพจากอินเทอร์เน็ตและจากรายการ HUMAN RIDE ผสมกับที่อยากต่อยอดจากที่เคยปั่นไปเบตงแล้วอยากเอารถไปปั่นต่อที่มาเลเซีย จึงเกิดทริปนี้ขึ้น

..การเดินทางสดวกมากเพราะนั่งรถไฟต่อเดียว สายกรุงเทพ-บัตเตอร์เวิร์ธ ค่าโดยสารประมาณ 1,000 บ. ส่วนที่พักจองล่วงผ่านเว็บประมาณ 1,000 บ.เหมือนกัน (ทราบจากเพื่อนที่นำจักรยานไปปั่นปีนัง ถ้าเป็นจักรยานพับไม่เสียค่าระวาง ..เที่ยวไปฝั่งไทยผมก็ไม่โดนนะ แต่โดนจนท.มาเลย์มาเก็บ (ไม่มีใบเสร็จ) ตอนผ่านด่านเข้ามาเลย์ไปคันละ 10 RM=100 บ. ส่วนขากลับไม่โดนจนท.มาเลย์เก็บ แต่ตอนผ่านด่าน จนท.ไทยบอกให้เอาไปไว้ตู้สัมภาระเสียค่าระวางไป 100 บ.)




..รถไฟสายนี้ผ่านด่านที่ปาดังเบซาร์ ต้องลงมาเขียนเอกสารนิดหน่อยพวกชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ เลขวีซ่าฯ ตรวจกระเป๋าอีกนิดหน่อยพอเป็นพิธีก็กลับขึ้นรถไฟได้เลย

..ออกเดินทางจากหัวลำโพง 14.45 น.ถึงบัตเตอร์เวิร์ธ 12.55 น. พอถึงปรับเวลาเพิ่ม 1 ชั่วโมงนะครับ จากนั้นก็ปั่นไปท่าเรือเฟอร์รี่เพื่อข้ามไปเกาะปีนัง ใกล้กันนิดเดียว ซื้อตั๋วคน+จักรยาน 1.4 RM (ค่าเงินช่วงนี้1RM=9บ.) เสียเที่ยวเดียวขากลับฟรีครับ

..พอถึงฝั่งปีนังก็หาร้านขายโทรศัพท์เปลี่ยนซิมทันที หมดไปอีก 500 บ. จากนี้ก็ปั่นเล่นเลย โดยจะหาแผนที่ได้ตามร้านเช่าจักรยานหรือร้านค้าแถวนั้นได้เลย ที่โรงแรมทุกแห่งก็น่าจะมีครับ

..เรื่องของจักรยานที่โน่นมีให้เช่าเยอะนะครับ ทั้งที่โรงแรม (สอบถามกับโรงแรมก่อน บางโรงแรมก็ไม่มี) และตามร้านเช่าจักรยานซึ่งมักเปิดอยู่ใกล้จุดที่มี Street Art ไม่จำเป็นต้องเอาไปก็ได้ จะได้สดวกไปอีกแบบ ^^

..ส่วนเรื่องแลกเงิน ถ้าไม่ได้แลกไปก่อนก็ไปแลกกับพนักงานบนรถไฟได้ (พอใกล้ถึงด่านเค้าจะเปิดเผยโฉมหน้าขึ้นมาเอง 55) ราคาแลกเปลี่ยนก็ ok ครับ แลกได้ ..ส่วนที่ปีนังก็มีร้านให้แลกครับ ไม่ต้องกังวล ^^

รีวิวทริปโดยคุณ Sunsern Ismail Moonsap

วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2558

วัดสมานรัตนาราม - ตลาดน้ำบางคล้า - วัดปากน้ำโจ้โล้ - อุทยานพระภิฆเนศ (37 กม.)

ตามสไตล์ทริปของเรา เน้นเที่ยว ไม่เน้นระยะทาง^^ เลยวางเส้นทางไว้สั้นๆ มือใหม่ก็ปั่นได้สบาย เราเน้นเที่ยวชิลๆมากกว่าทรมานบันเทิง เพราะช่วงนี้เที่ยงๆอากาศร้อนมาก เลยเอารถมาจอดที่วัดสมาน ถ้าเรามาก่อน 9 โมง ที่จอดรถเยอะมาก หาที่ร่มจอดได้เลย แต่ถ้าหลัง 9 โมง รถของคนที่มาเที่ยววัดจะเริ่มเข้ามาเยอะ แต่ก็ควรจะมาสัก 7-8 โมง จะได้เริ่มปั่นเช้าๆอากาศสดชื่น

แผนที่เส้นทาง
แผนที่เส้นทางปั่นจักรยาน วัดสมานรัตนาราม - ตลาดน้ำบางคล้า - วัดปากน้ำโจ้โล้ - อุทยานพระภิฆเนศ

https://goo.gl/maps/GCrR9

วัดสมานรัตนาราม ฉะเชิงเทรา

ยกจักรยานลงจากรถ จัดแจง set-up เปิด endomondo เรียบร้อย จูงเข้าไปถ่ายรูปในวัดสมานก่อน มีวัตถุมงคลใหญ่ๆโตๆสวยๆงามๆมากมาย ทั้งพุทธ พราห์ม อินเดีย จีน มีหมด แล้วออกจากวัดสมานปั่นวนซ้าย ผ่านร้านกุ้งแม่น้ำ หมายตาไว้ก่อนร้านไหนตัวใหญ่ๆไม่แพง เดี๋ยวตอนเที่ยงจะกลับมากิน^^ ข้ามสะพานไปจนถึง 4 แยกที่เป็นทางเลียบคลองชลประทาน(มีถนนอยู่ 2 ฝั่งคลอง) เลี้ยวซ้ายปั่นถนนบนตลิ่งคลอง ทางนี้จะผ่านค่ายมวยป.ประมุข ของพี่บัวขาวด้วยนะ ปั่นไปจนเกือบสุดทาง ดูป้ายวัดสาวชะโงกไว้

เลี้ยวขวามาตามป้ายจะเริ่มร่มรื่นหน่อย ผ่านเส้นทางคดเคี้ยว วัดสาวชะโงกจะอยู่ริมแม่น้ำบางปะกง มีท่าน้ำ แวะพักชมวิวก่อนได้ แถวนี้จะเป็นชุมชนเล็กๆเก่าๆดูเงียบสงบ มีศาลเจ้าและโรงเจสถาปัตยกรรมจีนสวยๆ

แวะถ่ายรูปเล่นแถวนี้ ถัดไปจะเป็นเส้นทางผ่านสวนและบ่อกุ้ง สวยงามโดยเฉพาะสวนหมากที่ขุดเป็นท้องร่อง ปลูกว่านหางจรเข้แซม

ปั่นตามทางหลักไปเรื่อยๆจะถึงวัดใหม่บางคล้า หน้าวัดก็มีบ้านไม้เก่าๆคลาสสิคๆที่เหมาะกับ #ฮิปสเตอร์อย่างเรา จะถ่ายรูป แล้วก็เลาะสวนตามถนนเส้นหลักไปเรื่อย อยากถ่ายรูปวิวสวน วิวบ่อกุ้ง ตรงไหนก็จอดได้เลย รถไม่เยอะ จนจะเข้าเขตตัวอำเภอบางคล้า แวะเข้าชมวัดโพธิ์บางคล้าก่อน

วัดเก่าแก่สมัยพระเจ้าตาก ต้นไม้ใหญ่เยอะดี มีไก่เต็มเลย มีโบสถ์เก่าแก่เหลืออยู่ 1 แห่ง

วัดโพธิ์บางคล้า
เสร็จแล้วปั่นเข้าไปในตัวเมือง พยายามเลี้ยวซ้ายเข้าเส้นที่ใกล้แม่น้ำที่สุด จะเห็นบ้านเรือนเก่าๆสวยดี ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองก็เป็นศาลเจ้าจีนสวยงาม
มะม่วงสวนบางคล้า

แถวนี้มีมะม่วงสดจากสวนมาวางขาย ถ้าจะกินเลยเขาไม่ขาย แม่ค้าบอกว่าให้ทิ้งไว้ 2 วันค่อยกินจะหวานอร่อย กินเลยมันเปรี้ยว โลนึงได้แค่ 2 ลูกครึ่ง เลยไปอีกนิดก็เป็นตลาดน้ำบางคล้าแล้ว ไม่ต้องนึกว่ามันจะเป็นตลาดโบราณร้อยปี มันเป็นเพียงตลาดที่อยู่บนแพเหล็กลอยน้ำ หาได้มีความโบราณอะไรไม่ ความโบราณอยู่ที่ชุมชนภายนอกมากกว่า ลงไปหาอาหารกินในแพ อาหารหลักที่นี่ก็เป็นปลาเผา กุ้ง หมึก น้ำมะพร้าว ฯลฯ ของ 90% จะเป็นอาหาร สามารถเข้าห้องน้ำได้ที่วัดหน้าแพ
อำเภอบางคล้า

กินกันอิ่มก็เดินทางต่อ ปั่นวนซ้ายไปตลาดน้ำโจ้โล้ที่เหมือนเขาเอาถังสีทองไปเทจากบนหลังคาราดลงมาให้โบสถ์ทั้งหลังเป็นสีทอง ทุกอย่างทองหมด แล้วก็ออกจากวัดวนซ้ายเป็นหมู่บ้านน้ำตาลสด หวานเจี๊ยบ ดื่มเพิ่มพลังปั่นได้

พอจะถึงสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกง ซ้ายมือจะเริ่มเห็นพระพิฆเนศสีดำยืนอยู่ เหมือนจะใกล้ แต่ปั่นเข้าไป 2 ก.ม. บรรยากาศเหมือนที่อินเดีย มีการเปิดเพลงอินเดียกล่อม หน้าลานมีตลาดขนาดย่อม เป็นสินค้าจากสวน น้ำมะพร้าวแช่เย็นห้ามพลาด ลูกละ 10 บาทเอง
อุทยานพระพิฆเนศสำริด องค์ใหญ่ที่สุดในโลก

ออกจากพระพิฆเนศทีนี้จะเป็นการลุยสวน จากที่ก่อนหน้านี้เป็นทางลาดยางล้วนๆ ตรงฝั่งตรงข้ามทางเข้าพระพิฆเนศ เป็นทางลูกรังที่กว้างประมาณ 1 เลน โรยด้วยหินกรวดก้อนใหญ่ๆ เข้าไปเลย ได้ลุ้นว่ายางจะรั่วหรือไม่^^ ลุยกลางสวนมะพร้าว มีหมา 3 ตัวจาก 1 บ้านในสวนมะพร้าวมาเห่าต้อนรับ ไปต้องกลัว มันเห่าเราหยุดปั่น หันหน้าสู้เข้าไว้ พอก้มลงหยิบหินทำท่าจะขว้างมันก็ถอย เราก็ปั่นไปเรื่อยๆตามแผนที่
เขื่อนบางปะกง

เป็นทางลูกรังอยู่ 2-3 ก.ม. ก็เป็นลาดยางเรียบๆเหมือนเดิม เสียดายมาถึงตรงนี้ตอนเที่ยงๆเริ่มบ่ายกำลังร้อน ไม่งั้นเส้นทางนี้จะชิลมาก ทางจะพาเราไปออกเส้นใกล้ถึงวัดสมานอีกแค่ 2-3 ก.ม. ก็ปั่นผ่านเขื่อนบางปะกงไปหน้าวัดสมานตามเส้นที่เราขับรถมา
กุ้งแม้น้ำ หน้าวัดสมานรัตนารามฉะเชิงเทรา

ก็ได้เวลาไปกินกุ้งแม่น้ำร้านที่หมายตาไว้ มีตั้งแต่โลละ 200 ขึ้นไปตามไซส์ของตัวกุ้ง ถ้าโลละ 350 บาท ก็จะได้ 14 ตัว กินกันหายอยาก แล้วก็เข้าวัดสมานไปที่จอดรถเป็นอันจบทริป ถึงตอนนี้จะเห็นรถยนต์เนืองแน่น จอดเลยออกมาจะถึงปากทางแล้ว