วันเสาร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ตลาดคลองหกวา ไม่ได้มีแต่บ้านลำยอง

ช่วงนี้คงจะเห็นคนชวนปั่นไปบ้านลำยองกันบ่อย แล้วทริปวัดพืชอุดมก็คงเคยเห็นมีคนชวน ทริปร้านสู้แค่หมดนักปั่นต้องรู้จักแน่ๆ และก็ทริปปั่นไปกินสเต๊กจริงๆคลอง 11 แล้วรู้หรือไม่ว่าทั้งหมดนี้อยู่ในละแวกเดียวกัน?



บ้านลำยอง คือสถานที่ถ่ายทำละครเรื่องทองเนื้อเก้า เวอร์ชั่นนุ่น วรนุช ที่เพิ่งจบไป ฉากหลักๆถ่ายทำกันที่ตลาดคลองหกวา ตลาดโบราณที่ตายแล้ว ไม่ได้เป็นตลาดคึกคักเหมือนในอดีต ด้วยทำเลที่เป็นสี่แยกของคลองหกวาตัดกับคลอง 12 ในยุคที่ใช้เรือเป็นพาหนะหลัก ที่นี่จึงเป็นชุมชนขนาดใหญ่ แต่พอรถยนต์กลายเป็นพระเอก ตลาดก็เริ่มย้ายออกไปตั้งริมถนน ริมคลองก็เหลือเพียงบ้านอยู่อาศัยแทน คงเหลือเพียงสถาปัตยกรรมเก่าๆโบราณๆสวยงามให้เราได้ชม



นกจากเรื่องทองเนื้อเก้าแล้วที่นี่ยังเป็นสถานที่ถ่ายทำละครอีกหลายเรื่องเช่นสุภาพบุรุษจุฑาเทพ คือหัตถาครองพิภพ อีสา ...



เลยตลาดคลองหกวาไป เป็นที่ตั้งของวัดพืชอุดม วัดที่เป็น original ของการชมนรก-สวรรค์ 36 ภูมิ สมัยเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว จะมีป้ายบอกทางไปชมนรกสวรรค์ที่วัดพืชอุดมติดอยู่ริมถนนทั่วประเทศตั้งแต่นราธิวาสยันเชียงรายเป็นพันป้ายเลยทีเดียว เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่รัชกาลที่ 5 เมื่อก่อนจะเป็นโบสถ์ไม้ แต่โดนไฟไหม้ไป เพิ่งสร้างใหม่



ข้ามคลองหกวาไปฝั่งถนนลำลูกกาเป็นที่ตั้งของโบสถ์คริสต์ที่มีชื่อว่าวัดพระวิสุทธิวงส์ โบสถ์ในสายเดียวกับโบสถ์กาลหว่าที่บางรัก เป็นโบสถ์เก่าแก่ที่สวยงามทั้งภายนอกและภายใน



อีกที่ที่มีคนชอบปั่นไปคือสเต๊กจริงๆ ถนนเลียบคลอง 11 สเต๊กชิ้นใหญ่ ราคาเยาว์

ข้ามคลองหกวามาทางวัดทำเลทอง เข้าถนนคลองเก้า ปั่นผ่านศูนย์บริหารกิจกรรมอิสลาม ที่เขาจัดงานเมาลิดกันทุกปี ก็จะพบกับร้านดังสู้แค่หมด ร้านชาวบ้านธรรมดาที่ดังด้วยเมนูอาหารจานละ 10 บาท ขายของราคาถูก กำไรน้อย จนใช้หนี้หลายล้านได้หมด!



การปั่นมาบ้านลำยองก็แล้วแต่ว่าคุณจะปั่นมาจากฝั่งไหน ถ้ามาจากหนองจอก จากตลาดหนองจอกปั่นมาทางถนนเลียบคลอง 13 ถนนลาดยางใหม่ เรียบ ตรงยาว 12 ก.ม. วิวทุ่งนาริมน้ำน่าปั่นมาก ด้านซ้ายมือในซอยเดียวกับส.น.ประชาสำราญ มีวัดประยงค์ หลวงพ่อโต ครุฑตัวใหญ่ สวยมาก



ถ้ามาจากรังสิตก็มาทางถนนลำลูกกา ถนนใหญ่ไหล่ทางกว้างแต่รถใหญ่ก็เยอะปั่นมาเรื่อยๆจะเห็นป้ายวัดพืชอุดมด้านขวามือ ถ้ามาทางรามอินทราก็เข้ามาทางมีนบุรี เข้าถนนไมตรีจิต เข้าไปทางศูนย์กิจการอิสลาม แวะเข้าร้านสู้แค่หมดก่อนแล้วค่อยต่อมาบ้านลำยอง

วันพุธที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เอาจักรยานขึ้นรถไฟไปปั่นต่างจังหวัด

การขนจักรยานขึ้นรถไฟทำให้เราไปปั่นได้ไกลขึ้น ทำได้ไม่ยาก ไม่แพงด้วย ขั้นแรก อยากไปปั่นที่ไหน เช็คตารางเวลารถไฟที่ www.railway.co.th/checktime/checktime.asp ดูที่เป็นรถเร็ว จะมีตู้สัมภาระ ส่วนถ้าเส้นทางไหนไม่มีรถไฟที่มีตู้สัมภาระผ่านเลย สามารถยกจักรยานไปไว้ตู้เดียวกับผู้โดยสารเลย ดูว่าสถานีที่ใกล้ที่ที่เราจะไปคือสถานีอะไร ถ้าอยากปั่นเยอะๆก็เอาสถานีไกลๆหน่อย ดูใน Google Maps เอา

เลือกนั่งชั้น 3 เพราะอยู่ติดกับตู้สัมภาระ ค่าโดยสารก็ตามระยะทาง ค่าจักรยานต่างหาก ถ้าแค่ลพบุรี,สระบุรี ค่าโดยสาร 50 บาท ค่าจักรยาน 90 บาท (ถ้าไม่ได้ทำเรื่องโหลดจักรยานจะโดนเก็บบนรถไฟ 100 บาท) ถ้าเป็นรถไฟฟรีคนก็ขึ้นฟรี เสียแค่ค่าจักรยาน ถ้าเป็นจักรยานพับจะไม่ขนเข้าตู้สัมภาระก็ได้ ไม่ต้องเสียค่าระวาง เอาไปวางข้างเก้าอี้นั่ง หรือแถวก๊อกน้ำในตู้โดยสารได้เลย แต่อาจจะโดนเก็บค่าสัมภาระขนาดใหญ่ 10-20 บาท แล้วแต่สาย 

ถ้าเป็นรถไฟสายที่ไม่มีขบวนที่มีตู้สัมภาระผ่านเลย เขาก็ให้เราเอาขึ้นไปในตู้เดียวกับผู้โดยสารนั่นแหละ เสีย 100 บาท

การซื้อตั๋วก็ไปซื้อตั๋วที่ช่องซื้อตั๋วปกติ ถามเขาให้แน่ใจว่ามีตู้สัมภาระนะ แล้วเข็นจักรยานไปจุดรับสัมภาระ จ่ายตังเสร็จเข็นไปรอยกสัมภาระขึ้นรถไฟ กระเป๋าทัวริ่งที่ติดกับจักรยานปลดออกด้วย 1.เพื่อความปลอดภัยของทรัพย์สิน 2.เดี๋ยวจะยกไม่ไหว เจ้าหน้าที่ผูกให้อย่างดี ตั้งแต่ขึ้นมายังไม่มีอะไรเสียหาย มีแต่บางคันที่ไฟหน้าหล่นหายจากรถกระเทือน ทางที่ดีก็ปลดอุปกรณ์ที่หลุดง่ายเก็บไว้กับเรา

ขนเสร็จเราก็เดินไปนั่งตู้ติดกันถ้าที่นั่งว่าง ถ้าไม่ว่างก็ไปตู้ถัดไป ที่เป็นชั้น 3 เลือกนั่งได้หมด เพราะโดยปกติถ้าเราซื้อตั๋วระยะใกล้ 2-3 ชั่วโมงถึง เขาจะออกตั๋วไม่มีที่นั่งให้ คือเป็นตั๋วยืน ถ้าคนเต็มเราต้องยืน เราจะจองแบบมีที่นั่งเขาไม่ขายด้วยนะ รถไฟไทยสุดยอด ยิ่งถ้าช่วงหยุดยาว อย่าว่าแต่ที่นั่ง ที่ยืนก็ยังหาลำบาก

พอใกล้ถึงเราก็เดินไปรอใกล้ๆตู้สัมภาระ รู้ได้ไงว่าใกล้ถึง? ก็ตอนเช็กตารางเวลามันจะบอกอยู่ว่าขบวนนี้จอดสถานีไหนบ้าง print มาเก็บไว้ดูก็ได้ ลงปั๊บรีบวิ่งไปรอรับจักรยานเลย เจ้าหน้าที่เขาส่งจากบนรถให้ บางทีก็ส่งทางประตู บางทีก็ส่งทางหน้าต่าง ต้องรีบเพราะรถจอดแป๊บเดียว ปกติรถไฟก็เลทอยู่แล้ว อย่าให้คนอื่นเสียเวลาเพิ่มเพราะเราเลย

ความเสี่ยงคือขากลับ ถ้าตู้สัมภาระเต็มมาตั้งแต่สถานีก่อนหน้า เราก็อดขึ้น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของนายสถานีอย่างเดียวว่าจะยอมให้เราเอาขึ้นตู้โดยสารได้หรือเปล่า ไม่งั้นต้องรอเที่ยวหน้าอย่างเดียว ยกเว้นรถพับ สบาย ไม่ต้องเข้าตู้สัมภาระ กลับได้ทุกขบวน ถ้าเป็นรถไฟเที่ยวสุดท้ายก็มองหาพาหนะอย่างอื่นเลย เช่นรถทัวร์ รถตู้ ถอดล้อขึ้นได้

เดี๋ยวนี้นายสถานีต่างๆจะรู้เรื่องการเอาจักรยานขึ้นรถไฟดี เพราะมีคนเอาขึ้นกันเยอะ ไม่ต้องกลัว มีอะไรก็ถามได้เลย เอาล่ะ เมื่อรู้ว่าการเอาจักรยานขึ้นรถไฟไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย เสาร์-อาทิตย์นี้ไปกันเลยไหม^^

ปล.การส่งเฉพาะจักรยานไปทางรุถไฟ แบบไม่มีคนไปด้วย เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่เหมือนกัน
ปล.2 กรุณาเกรงใจผู้โดยสารท่านอื่น หากจะเป็นต้องขนจักรยานเข้าตู้โดยสาร ควรทำตัวลีบๆที่สุด^^

วันจันทร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2556

ปั่นชมทุ่ง มุ่งบ้านลำยอง (35 ก.ม.)

ทริปนี้เราจะเริ่มจากสวนสาธารณะหนองจอก จะเอาจักรยานใส่รถมาแล้วมาจอดที่นี่ก็ได้ มีที่จอด มีรปภ. ถ้าที่จอดรถเต็มก็สามารถจอดในโรงพยาบาลฝั่งตรงข้าม หรือริมถนนด้านหน้าได้เลย

ระยะทาง 35 ก.ม. ปั่นเล่นๆ ชมวิว หยุดถ่ายรูปบ่อยๆ ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ความเร็วเฉลี่ยๆแค่ 10 กว่าๆ พาลูกพาหลานไปปั่นเล่นกันได้ ไม่อันตราย

จากสวนสาธารณะหนองจอก มุ่งหน้าตลาดหนองจอก วิ่งตัดผ่านตลาดหนองจอกไปออกถนนเลียบคลอง 13 ถนนลาดยางใหม่ เรียบ เป็นทางตรงยาวๆ รถน้อย ฝึกปั่นทางไกลกัน 12 ก.ม. แวะพักครึ่งทางที่วัดแสนเกษมก่อนก็ได้(มีที่ให้อาหารปลาหน้าวัด) 

แล้วไปต่อเกือบสุดทางจะเห็นป้ายเลี้ยวซ้ายเข้าวัดพืชอุดม(มีจุดให้อาหารปลาเหมือนกัน) 

พักเข้าไปชมนรกสักครู่ ออกจากวัดเลี้ยวขวาตรงไปเรื่อยๆจะไปสุดที่ชุมชนตลาดคลอง 12 เลย 

ปั่นเข้าไปบนทางปูนในชุมชนได้เลย แล้วก็จะเข้าไปย่างตลาดเก่าที่เป็นสถานที่ถ่ายทำละคร ถ่ายรูปกับบ้านลำยองตามอัธยาศัย เข็นจักรยานข้ามสะพานไม้ไปอีกฝั่ง มีร้านกาแฟโบราณที่นักปั่นชอบมานั่งกินกัน ทะลุตลาดโบราณไปอีกฝั่ง เลี้ยวขวาขึ้นสะพาน ลงสะพานปั๊บเลี้ยวซ้ายเลย จะเป็นถนนมุ่งตรงไปโบสถ์พระวิสุทธิวงศ์ เข้าไปชมด้านในได้ มีภาพวาดบนเพดานสวยดี 

กลับออกมาทางเดิม ข้ามสะพานแล้วเลี้ยวขวา(ตามแผนที่) 2-3 กิโลมีทางให้เลี้ยวซ้ายเขาเส้นที่เป็นเหมือนถนนในหมู่บ้านจัดสรรร้างๆ ทะลุข้างหลังเป็นถนนดินลูกรังไม่ถึงกิโล แล้วก็จะเป็นวิวหมู่บ้านชนบทริมทุ่งนา 

ก่อนกลับสวนสาธารณะ ถ้ายังไมมืดมากก็แวะไปดูสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยสักหน่อย

ถนนโดยรวมเป็นถนนลาดยาง 99% มีลูกรังช่วงสั้นๆ จักรยานทุกประเภทไปได้  

วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2556

พระสมุทรเจดีย์ - ป้อมพระจุล - วัดทองรำไพ (20 ก.ม.)

       ทริปง่ายๆใครๆก็ปั่นได้ 20 ก.ม. จากพระสมุทรเจดีย์ ไปดูเรือรบที่ป้อมพระจุลฯ ปั่นริมน้ำไปวัดทองรำไพ กับมากินข้าวหมกไก่โบราณ
 
       ถ้ามาจากวงเวียนใหญ่ให้มาทางถนนตากสินตรงมาเรื่อยๆสุดถนนตากสินจะต่อกับถนนสุขสวัสดิ์ตรงมาจนสุดทาง ปลายของถนนสุขสวัสดิ์จะเป็นพระสมุทรเจดีย์พอดี จอดรถที่นี่ได้มีวิวสวยๆริมน้ำให้ถ่ายรูปเยอะแยะ
       เสร็จแล้วก็ปั่นย้อนกลับไปเลี้ยวซ้ายตางไปป้อมพระจุลฯ ถนนลาดยางแต่ค่อนข้างขรุขระหน่อย ปั่นเลียบซ้ายไปเรื่อย รถไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ ตรงอย่างเดียวก็จะสุดที่ทางเข้าป้อมพระจุลพอดี
 
       ป้อมพระจุลจอมเกล้าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยร.5 เพื่อป้องกันการรุกรานของอังกฤษและฝรั่งเศส เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์เรือรบหลวงแม่กลอง ปลดระวางเมื่อปี 2539 เอามาตั้งบนบกให้คนเข้าไปเดินดูได้ คล้ายๆเรือหลวงจักรีนฤเบศรที่สัตหีบ ใกล้ๆกันยังมีอนุสาวรีย์ร.5 และด้านหน้ามีลานแสดงปืนแบบต่างๆของกองทัพเรือปั่นเข้าไปชมได้เลย

 
       ด้านหน้าใกล้ๆกันมีทางเดินศึกษาธรรมชาติไม่ยาวนัก ปั่นเข้าไปได้เช่นกัน
      ทางเข้าวัดทองรำไพอยู่ด้านหน้าทางเข้าป้อมพระจุล ตรงตีนสะพาน เป็นทางปูนแคบๆพอให้มอเตอร์ไซค์กับจักรยานผ่านได้ รถยนต์หมดสิทธิ์ชาวบ้านที่นี่จะนั่งเรือเป็นหลัก มีรั้วกันให้ปั่นแบบไม่เสียวนักบางช่วงจะเป็นสะพานไม้ให้วิบากเล็กๆ

แผนที่ประกอบการเดินทาง
(เนื่องจากแผนที่ google ไม่อัพเดท ไม่มีถนนไปยังวัดทองรำไพ จริงคือแยกจากจุด C ไปทางซ้ายมือ ไป-กลับประมาณ 5 กิโลเมตร)

วันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ปั่นตั้งแต่รังสิตไปจนติดบางปะอิน 50 ก.ม.

สำหรับมือใหม่ที่อยากลองปั่นไปเที่ยวต่างจังหวัด การปั่นออกจากบ้านไปถึงต่างจังหวัดอาจจะไกลเกินไป ลองใช้ Google Maps ให้เป็น จะรู้ระยะทางว่าจากไหนไปไหน ระยะทางกี่กิโล

ทริปนี้เราจะไปพระราชวังบางปะอิน ลองลากเส้นทางดูใน Google Maps จากบางปะอินมารังสิตแถวๆ Workpoint Studio ไป-กลับได้ระยะทาง 50 ก.ม.พอดี (แผนที่) ที่จริงมีทริปกลุ่มใหญ่มือใหม่ปั่น 100 โลจาก Workpoint ไปอยุธยาจัดโดยลุงโทและพี่ๆกลุ่ม Novice กันทุกเดือน แต่เนื่องจากเรามือใหม่กว่านั้น(หรือไม่มีเวลาทั้งวัน)เอาแค่ 50 ก.ม.พอ

ใครที่ปั่นจากบ้านไกลไป ก็เอาจักรยานใส่รถมาจอดที่ข้างๆ Workpoint หรือ จอดริมถนนฝั่งตรงข้าม workpoint ได้ตลอดแนว ปกติเสาร์-อาทิตย์มีนักปั่นใช้ที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นออกทริปกันเยอะอยู่แล้ว ไม่อยากร้อนก็เริ่มกันเช้าๆ สัก 7-8 โมง เอาจักรยานลงจากรถตรวจเช็ก set up จักรยานเรียบร้อยก็ปั่นกันเลย

ปั่นตรงตามถนนเลียบคลองเปรมไปเรื่อยๆ จนสุดทางเข้าถนนใหญ่ เลี้ยวขวาข้ามสะพาน ตรงไปตามถนนใหญ่เรื่อยๆ ไปจนถึง 4 แยก ก็จะเป็นป้ายเลี้ยวซ้ายไปพระราชวังบางปะอินแล้ว ตรงไปเรื่อยๆ หัวโค้งจะเป็นร้านกุ้งแม่น้ำชื่อดัง ถ้าใครมาถึงตอนเกือบๆเที่ยงก็กินกันก่อนได้ ถ้ามาบ่ายแก่ๆเย็นๆกุ้งหมดแล้วแน่นอน

เลี้ยวขวา เลี้ยวซ้าย ไปจอดตรงที่จอดรถของวัง เขาไม่ให้เอาจักรยานเข้าไปในวัง(เนื่องจากกลัวจะไม่มีใครเช่ารถกอล์ฟของวัง^^) ต้องเตรียมที่ล็อคจักรยานไปเอง หาเสาล็อคเอาเอง ไม่มีที่จอดจักรยาน แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่เห็นข่าวจักรยานใครหาย
ค่าเข้าชมคนไทย 30 บาท ต้องสวมกางเกงขายาวเลยเข่าเท่านั้น ใครใส่สั้นก็มีกางเกงให้ยืมใส่ทับ ข้างในวังสวยมาก ใครไม่เคยมารับรองคุ้ม เดินเข้าไปถ่ายรูปเล่นให้ครอบทุกพระตำหนัก ไฮไลท์ที่สำคัญคือหอคอย เดือนเรื่อยๆใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
ออกจากวังก็ปั่นกลับทางเดิม เลี้ยวซ้ายผ่านร้านกุ้งแม่น้ำ ถึงสี่แยกเลี้ยวขวา ข้ามสะพานก็เลี้ยวซ้ายเข้าถนนเลียบคลองเปรมเส้นทางเดิม ถ้าไปเช้าๆกลับเที่ยงๆขาไปจะโต้ลมขากลับจะปั่นสบายกว่า(แล้วแต่ฤดูด้วยมั้ง)

ความเร็วที่เหมาะสำหรับมือใหม่คือ 20 ก.ม./ช.ม.(มือใหม่ที่คิดจะออกทริปไกลๆควรจะไปซื้อไมล์มาติดจักรยานซะ เอายี่ห้อ Cateye แบบมีสาย ทนดี อันละประมาณ 650 บาท) ปั่นสัก 10 ก.ม.พัก 15 นาที รวมเวลาเที่ยวและแวะกินข้าวด้วยก็จบทริปได้ในครึ่งวัน

วันเสาร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ท่าฉลอมกับมหาชัย จะคิดทำไมว่าไกล ขึ้นรถไฟไปดีกว่า

ไปขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ เป็นรถไฟฟรี มีรถออกเกือบจะทุก 1 ชั่วโมง ตั้งแต่เที่ยวแรก 5.30 น. วันละ 8 รอบ จนถึงเที่ยวสุดท้ายประมาณ 20.00 น. ถ้ามาจาก BTS วงเวียนใหญ่ ก็ตรงไปถึงถึงแยก เลี้ยวขวามุ่งหน้าวงเวียนใหญ่ สถานีรถไฟจะอยู่ซ้ายมือ เดินเข้าไปจากถนนแค่ 10-20 เมตร ไปรับตั๋วได้เลย ส่วนจักรยาน เจ้าหน้าที่จะเดินเก็บค่าระวางสัมภาระขนาดใหญ่บนรถไฟ ถ้าเป็นแบบพับจะเสียเที่ยวละ 10 บาท ถ้าแบบไม่พับอาจจะโดน 100 บาท


รถไฟค่อยๆแล่นผ่านสถานีเล็กสถานีน้อย โคลงเคลงไปมา เพราะดูรางแล้ว แทบจะจมไปกับพื้น ผู้โดยการเป็นแรงงานพม่าก็เยอะ เพราะสมุทรสาครเป็นแหล่งทำงานของพวกเขา เราไปลงที่สุดสายสถานีมหาชัย ต่อไปไม่ได้แล้วเพราะมีแม่น้ำกั้น เขาไม่ได้สร้างทางรถไฟข้ามแม่น้ำ เราจึงต้องลงแล้วปั่นผ่านตลาดไปท่าเรือ ลงเรือแสนง่าย เพราะปกติมีมอเตอร์ไซค์ใช้ข้ามฟากกันเป็นประจำอยู่แล้ว (ค่าบริการประมาณ 6 บาท)

ท่าฉลอมเป็นเหมือนเกาะเล็กๆกลมๆ มีหอนาฬิกาเป็นศูนย์กลาง ปั่นวนเล่นให้ทั่วก็ไม่นาน ดูเงียบสงบดี มีเรือลำใหญ่ๆเป็นวิวให้ถ่ายรูป ปลาหมึกตากแห้งกลิ่นตลบอบอวล วัดช่องลมสวยดี โบสถ์คริสนักบุญอันนาในโรงเรียนอันนาลัยก็สวย ศาลเจ้าจีนก็เยอะ มีเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่ในอุทยานพระโพธิสัตย์กวนอิม

ใครมีเวลาทั้งวันก็ปั่นต่อไปสถานีรถไฟบ้านแหลม ต้นสายของฝั่งนี้ที่ต่อจากสถานีมหาชัย
ขึ้นรถไฟจากบ้านแหลมไปแม่กลอง โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้กำหนดเส้นทางวงเวียนใหญ่-มหาชัย-บ้านแหลม-แม่กลอง เป็นเส้นทางส่งเสริมการท่องเที่ยวทางรถไฟ ลวดลายที่วาดบนโบกี้รถไฟสวยดี นั่งไปจะผ่านตลาดร่มหุบ ซึ่งถ้าเราอยู่บนรถไฟก็ไม่ค่อยเห็นอะไรเท่าไหร่ เพราะจะชะโงกออกไปก็ไม่ได้ เดี๋ยวหัวกระแทกกับร้านค้า ต้องไปลงที่แม่กลองก่อน แล้วค่อยปั่นมาชมวิว รดรถไฟขบวนใหม่มา

สถานีแม่กลองก็เป็นสถานีสุดสายที่แม่น้ำ จากสถานีปั่นตรงไปเรื่อยๆจะเป็นแม่น้ำแม่กลอง ถ้าปั่นย้อนกลับก็เป็นตลาดร่มหุบ

ถ้ามีแรงเหลือสามารถปั่นต่อไปตลาดน้ำอัมพวาได้ ห่างจากสถานีแม่กลองแค่ 8 ก.ม. (แผนที่เส้นทาง) ถ้าแดดไม่ร้อนมากก็แวะไปได้ น่าจะกลับมาทันนั่งรถไฟกลับกรุงเทพ

วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ไปตัวเปล่า เช่าจักรยานปั่นที่ภูเก็ต

คุณรู้หรือไม่ ภูเก็ตติดอันดับโลก 10 เมืองที่น่าจะมีจักรยานให้เช่า แต่ไม่มี เมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆของไทย นักท่องเที่ยวเพียบ แต่ไม่มีจักรยานให้เช่า เป็นไปได้ไง มันเป็นไปแล้ว ที่ว่าไม่มีคือไม่มีจักรยานดีๆให้เช่าแบบที่ทำเป็นธุรกิจ มีเพียงจักรยานให้เช่าปั่นออกกำลังกายในสวนสาธารณะเท่านั้น

ถ้าคุณไปเที่ยวภูเก็ตโดยเครื่องบินหรือรถทัวร์ จะหาจักรยานคุณต้องต่อรถสองแถวเข้าตัวเมือง แล้วต่อมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปสะพานหิน หน้าสวนสาธารณะมีร้านให้เช่าจักรยาน สภาพก็มือสองญี่ปุ่นเยินๆทั่วไป พอปั่นได้ ปั่นออกกำลังกายในสะพานหินคิดชั่วโมงละ 30 บาท แต่ถ้าจะเอาออกไปปั่นข้างนอกเขาคิดเป็นวัน วันละ 200 (ขืนคิดเป็นชั่วโมงก็จ่ายกันอ้วก) กับสภาพรถแบบนี้ถือว่าแพง แต่ทำไงได้ ก็เมืองนี้เขาติดอันดับโลก

ถ้ายังไม่ได้เช็กอินที่พักก็ปั่นไปกาที่พักเช็กอินก่อน ถ้าเช้าเกินไปก็ฝากสัมภาระกับเขาไว้ก่อน ตอนค่ำๆค่อยกลับมา

ไปภูเก็ต แน่นอนว่าที่ที่ต้องไปคือไปดูพระอาทิตย์ตกที่แหลมพรหมเทพ แต่กว่าจะตกก็เกือบ 6 โมง ถ้าเราไปแต่เช้าก็มีเวลาปั่นไปเที่ยวที่อื่นก่อน สถานที่ที่ควรไปอย่างยิ่งคือย่านเมืองเก่า ชมสถาปัตยกรรมชิโนโปรตุกีส คลาสสิคมาก น้องๆมะละกาเลย มีลิสต์ตึกเก่าสวยงามประมาณ 10 ตึกให้เราปั่นไปตามหา

เสร็จแล้วควรจะวนไปทางแหลมพันวา โดยตามป้ายรีสอร์ทดังศรีพันวา ประมาณ 10 ก.ม. ก่อนทางเข้าศรีพันวาจะเป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่รับรองว่าคุ้มค่ากับค่าเข้าชม 50 บาท

ออกจากอควาเรี่ยมวนไปทางช่องเขาขาด ซึ่งเป็นเนินสูงมาก ค่อยๆปั่นไปเข็นไป จะไปทะลุตรงอ่าวยนต์ หาดทรายน้ำใสเงียบสงบเหมาะที่จะพักเล่นน้ำเป็นอย่างยิ่ง

เล่นน้ำเสร็จก็ได้เวลาปั่นไปดูพระอาทิตย์ตกดินแหลมพรหมเทพตอนใกล้ๆถึงแหลมก็เป็นเนินสูงเหมือนกัน ไม่ไหวก็เข็น แต่ไม่น่าเป็นปัญหาสำหรับขาแรง ขึ้นไปชมวิวปั่นกลับที่พัก กลางคืนก็ปั่นไปหาอะไรกินกับชมเมืองยามค่ำคืน ย่านเมืองเก่ามีการประดับไฟ สวยไปอีกแบบ

ตื่นเช้าปั่นกลับไปคืนจักรยานที่สะพานหินที่เดิม แล้วโบกมอเตอร์ไซค์รับจ้างเข้าเมือง นั่งสองแถวไปขนส่งหรือสนามบิน เป็นอันจบทริป ขอรับรองว่าทริปนี้ทำได้จริง คอนเฟิร์ม!

แผนที่เส้นทาง http://bit.ly/BikePhuket